ผมมองว่า
ก่อนอื่นต้องพูดว่า การที่เราบอกว่าพื้นอยู่นิ่งๆ นี้ผมว่ามันก็มีจุดอ่อนตรงที่ว่า เหตุผลที่เราใช้บอกว่าพื้นอยู่นิ่งตลอดกาล เราอาจพูดว่าเพราะมันมีมวลมาก ทำให้ถ้าเอาเข้าจริงๆ คงต้องคิดพลังงานในการเคลื่อนที่ของพื้นร่วมด้วย?? พอมาคิดเรื่องการไหลของพลังงานโดยเฉพาะที่ต้องเกี่ยวข้องกับพื้นโดยตรงคืองานจากแรงเสียดทานนี่นะ มันเลยทำให้เราอาจสับสนว่าพลังงานหายไปไหน (อย่าลืมว่าพื้นมีมวลมาก ถ้ามันสะสมพลังงานจลน์ไว้เราก็จะไม่คิดมันเลย!) แต่ถ้าอยางที่ผมบอกไปว่าถ้าจินตนาการว่าพื้นสามารถออกแรงกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ได้ สถานการณ์ที่สองนี้จะต่างจากสถานการณ์แรก โดยที่ว่า พลังงานก็จะไหลออกจากระบบล้อ-พื้นไปได้ ในย่อหน้าต่อๆ ไปผมอธิบายโดยยกสถานการณ์เหตุผลที่สองเป็นหลัก แต่หากเราคิดแบบสถานการณ์เหตุผลที่หนึ่งที่ผมบอก ก็คงจะได้คำตอบเดียวกันว่า พลังงานไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ
เวลาพลังงานมันถูกเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งมันไม่จำเป็นต้องมีงานกลเกิดขึ้นเสมอไปนะครับ (แต่จะมีก็ได้) อย่างตอนแรกเราดูว่าพลังงานจลน์มีอยู่ในล้อที่กำลังเคลื่อนที่และหมุน ต่อมามีแรงเสียดทานทำงานลบต่อล้อ ทำงานลบแปลว่าพลังงานจลน์ของล้อลดลง แต่ก็ไม่ได้บอกถึงพลังงานภายในของล้อหรือพื้นเลยนะครับว่ามีค่าเปลี่ยนไปอย่างไร
ถ้าดูโพสต์ที่แล้วของผม นั่นคือถ้ามองพื้นเป็นหลักจะได้ว่าพลังงานไหลอย่างที่ผมพูดไว้ แต่ถ้าเรา Zoom out ออกมาดูระบบพื้น-ล้อกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ บ้าง เราอาจพอเดาได้ว่าอันตรกิริยาระหว่างระบบกับสิ่งแวดล้อมควรเป็นอย่างไร พลังงานควรไหลแบบไหน
พลังงานจลน์ของล้อบางส่วนก็เปลี่ยนเป็นพลังงานภายในของล้อกับพื้น และบางส่วนก็ไหลออกนอกระบบล้อ-พื้นไป (ผมเพิ่งตระหนักถึงเรื่องนี้ได้ในโพสต์นี้ จากหลักอนุรักษ์โมเมนตัม ถ้าเราบอกว่าพื้นอยู่นิ่งๆ เทียบกับกรอบเฉื่อย แปลว่ามันต้องไปทำงานกับอะไรซักอย่างทำให้พลังงานไหลออกนอกระบบไป ทำให้งานที่แรงเสียดทานตั้งใจจะทำไม่ได้เปลี่ยนเป็นพลังงานภายในของพื้น"ทั้งหมด")
สรุป พลังงานแค่ย้ายที่อยู่ดี บางทีก็ย้ายแล้วหายออกไปจากระบบแบบที่เราไม่ค่อยจะคำนึงถึงกันด้วยซ้ำ 555
