ขอต้อนรับ ผู้มาเยือน กรุณา ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก
Did you miss your activation email?

ล็อกอินด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่่าน และระยะเวลาใช้งาน

มีน้ำใจ ไม่อวดตัว มั่วไม่ทำ
 
Advanced search

39947 Posts in 5854 Topics- by 4504 Members - Latest Member: Apple365
Pages: 1 2 3 »   Go Down
Print
Author Topic: นักฟิสิกส์ร่วมสมัย  (Read 10813 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
NiG
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1222


no one knows everything, and you don’t have to.


WWW
« on: July 22, 2011, 03:26:46 PM »

สืบเนื่องจากกระทู้

http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,4854.0.html
และ
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,5270.0.html

แล้วก็จากที่เคยคุยกับน้องๆที่เพิ่งแข่งที่จุฬา รู้สึกว่าน่าจะเป็นการดีที่เราจะเอาประวัตินักฟิสิกส์สมัยใหม่ๆ มาลงไว้ให้ลองอ่านแล้วทำความรู้จักกันดู
จะได้รู้ว่า โลกฟิสิกส์ที่อยู่นอกค่ายโอลิมปิกมันช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน ซึ่งน่าจะมีประโยชน์กับน้องๆที่เรียนฟิสิกส์อยู่หรือกำลังคิดว่าจะเรียนฟิสิกส์ดีรึเปล่า

Steven Weinberg นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวไว้ว่า

"  ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การศึกษาประวัติศาสตร์จะทำให้คุณรู้สึกถึงคุณค่าของงานวิจัยของคุณได้มากขึ้น คือ...ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ มันยากมากที่จะสามารถทำเงินจนร่ำรวยได้เป็นกอบเป็นกำ เพื่อนๆหรือครอบครัวก็อาจจะไม่เข้าใจว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ ยิ่งถ้าคุณเข้ามาทำงานวิจัยในสายของฟิสิกส์อนุภาคมูลฐาน คุณอาจจะไม่มีเห็นได้ด้วยซ้ำว่างานวิจัยของคุณมันจะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ยังไง แต่คุณจะเห็นได้ชัดเจนว่า งานวิจัยของคุณ คือหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการค้นพบในวงการวิทยาศาสตร์"


เนื่องจากผม(อยาก) เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎี เพราะงั้นประวัติของคนที่เอาจะเอามาแปะ ก็จะเป็นคนที่อยู่ในสายที่ผมสนใจ ถ้ามีใครรู้จักคนสำคัญๆในสายอื่นๆ ก็ช่วยๆกันเอามาลงไว้หน่อยนะครับ (จริงๆแล้วอยากเอาประวัติของใครมาลงก็จัดไปตามสบายเลยครับ)


สารบัญของคนที่เขียนเอาไว้ จะอยู่ตรงนี้นะครับ จะได้ค้นหากันได้สะดวก เผื่อจะเอาไปใช้ทำอะไร

[Page 1]
Rep1 : Lev Davidovich Landau  (9 มกราคม 1908 - 1 เมษายน 1968)
Rep3 : Abdus Salam (29 มกราคม 1926 –  21 พฤศจิกายน 1996)
Rep7 :  Edward Witten ( 26 สิงหาคม 1951 - ปัจจุบัน)
Rep8 : Leonard Susskind (1940 - ปัจจุบัน)
Rep10 : Yoichiro Nambu (18 มกราคม 1921 - ปัจจุบัน)
Rep12: Chen Ning Yang (1 ตุลาคม ปี 1922 - ปัจจุบัน)

[Page 2]
Rep 18 : Gerard 't Hooft (5 กรกฎาคม 1946 - ปัจจุบัน )
Rep 29 : Michael Green ( 22 พฤษภาคม 1946 - ปัจจุบัน )

[Page 3]
Rep 34 : Peter Higgs ( 20 พฤษภาคม 1929 - ปัจจุบัน )
« Last Edit: August 20, 2011, 12:31:50 AM by NiG » Logged

ผมไม่เชื่อในอัจฉริยะ แต่ผมเชื่อในความขยัน อดทน ไม่ท้อแท้

กระทู้ แนะนำหนังสือฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,154.0.html

4 สุดยอดบทเรียนสำหรับผู้ที่กำลังจะเป็นนักฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,5270.msg34148.html#msg34148
NiG
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1222


no one knows everything, and you don’t have to.


WWW
« Reply #1 on: July 22, 2011, 04:35:42 PM »

สำหรับคนแรก ของกระทู้นี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของผม L.D. Landau

L.D. Landau หรือชื่อเต็ม Lev Davidovich Landau (9 มกราคม 1908 - 1 เมษายน 1968) เป็นนักฟิสิกส์ชาวโซเวียต เกิดที่เมือง Baku ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศ อาเซอร์ไบจัน(จักวรรดิรัสเซีย ในสมัยนั้น)

ลันเดาเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะในด้านคณิตศาสตร์อย่างแท้จริง เขาเรียนจบหลักสูตรของโรงเรียน (เทียบเท่ากับ ม.6 มั้ง) ตั้งแต่อายุ 13 ซึ่งเขาเคยพูดไว้ว่า ตั้งแต่จำความได้ก็รู้จัก differentiation กับ integration แล้ว

เมื่อายุได้ 14 ลันเดาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย Baku ผ่านไปสองปีเขาย้ายไปเรียนฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัย Leningrad ซึ่งเป็นศูนย์กลางของฟิสิกส์ทฤษฎีของโซเวียตในสมัยนั้น ลันเดาซึ่งอายุ 16 ปีหลงใหลในฟิสิกส์ทฤษฎีตั้งแต่ตอนนั้น โดยทฤษฎีที่ทำให้เขาหลงใหลมากที่สุดคือทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป

ในปี 1926 ลันเดาซึ่งอายุเพียงแค่ 18 ปี ตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์เรื่องแรก ( theory of intensities in the spectra of diatomic molecules )
และในต้นปี 1927 ลันเดาตีพิพม์ผลงานเรื่อง problem of damping in quantum mechanics ซึ่งในผลงานชิ้นนี้ เขาเป็นคนแรกที่อธิบาย state ของระบบโดยใช้ density matrix (ในเวลาเดียวกันกับ Felix Bloch ซึ่งตอนนั้นอายุประมาณ 21-22 ทั้งคู่ได้เครดิตในการค้นพบนี้ร่วมกัน แม้ว่าจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ตาม)

ปี 1929 ลันเดาเรียนจบปริญญาเอก จาก Leningrad และเดินทางออกต่างประเทศครั้งแรกเป็นครั้งแรก ลันเดาทำงานอยู่ที่ Niels Bohr's Institute for Theoretical Physics อยู่ราวๆครึ่งปี แล้วก็เดินทางไปๆมาๆหลายที่อยู่อีกครึ่งปี จึงกลับมาที่ Leningrad ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่ Kharkov Polytechnical Institute. ต่อ ลันเดาได้เป็นหัวหน้าของ P.L. Kapitza Institute for Physical Problems ซึ่งทำวิจัยหลักๆในเรื่อง ฟิสิกส์อุณหภูมิต่ำ อย่างเช่ย superfluid, super conductor etc.

ลันเดากลายเป็นเจ้าพ่อของฟิสิกส์รัสเซียอย่างแท้จริง ทั้งในด้านการวิจัยและการสอน ลันเดาตั้งการสอบที่เรียกว่า theoretical minimum เอาง่ายๆก็คือการสอบเพื่อเข้าเป็นลูกศิษย์ของลันเดา (เนื้อหาก็มีไม่มาก แค่ประมาณหนังสือ Course of theoretical physics 8 เล่มแรกเท่านั้นเอง  Shocked Shocked)
ตลอดเกือบ 20 ปี ตั้งแต่ 1943-1961 มีคนสอบผ่านทั้งหมดแค่ 43 คน  uglystupid2

งานวิจัยหลายๆอย่างของลันเดาเกี่ยวกับฟิสิกส์อุณหภูมิต่ำ งานที่ได้รับรางวัลโนเบลของลันเดาคือเรื่อง ความเป็น superfluid ของ ฮีเลียม-4
นอกจากนี้ยังมีผลงานที่โด่งดังอย่างอื่นเช่น  Ginzburg–Landau theory ใน superconductor,  Landau-Fermi liquid theory ซึ่งอธิบาย interaction ของ fermion ภายในโลหะในอุณหภูมิต่ำ etc.

นอกจากงานวิจัยแล้ว ลันเดาและลูกศิษย์คนแรกๆ Evgeny Lifshitz ได้ร่วมกันเขียนหนังสือชุด "Course of theoretical physics" อันโด่งดัง ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักฟิสิกส์ทั่วโลกมาแล้วหลายสิบปี
( เคยเขียนรีวิวเอาไว้แล้ว ใน http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,154.msg3790.html#msg3790 )

ในช่วงบั้นปลายชีวิต ตอนปี 1962 ลันเดาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ (ประสานงากับรถบรรทุก) ซึ่งลันเดาบาดเจ็บเข้าขั้นโคม่า แม้ว่าเขาจะรอดมาได้ด้วยฝีมือหมอขั้นเทพจากทั่วรัสเซีย สุขภาพและความคิดสร้างสรรค์ทางฟิสิกส์ของเขาก็ไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกเลย

ในปีเดียวกันหลังจากที่ประสบอุบัติเหตุนั้น ลันเดาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ (คาดว่าคณะกรรมการกลัวว่าลันเดาจะตายก่อนได้รับรางวัล)
และเหล่าลูกศิษย์ของลันเดาได้ก่อตั้ง Landau Institute for Theoretical Physics โดยมี Isaak Khalatnikov เป็นผู้อำนวยการคนแรก ( ซึ่งต่อมาสถาบันนี้ก็ได้ผลิตนักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์ระดับโลกออกมาอีกหลายคน )

หกปีต่อมา ในปี 1968 ลันเดาเสียชีวิต จากอาการบาดเจ็บแทรกซ้อน จากอุบัติเหตุทางรถยนต์คราวนั้นนั่นเอง

ที่มา : wikipedia + Course of theoretical physics volume 1, Mechanics


* Landau.jpg (9.23 KB, 300x390 - viewed 728 times.)
« Last Edit: July 22, 2011, 10:19:44 PM by NiG » Logged

ผมไม่เชื่อในอัจฉริยะ แต่ผมเชื่อในความขยัน อดทน ไม่ท้อแท้

กระทู้ แนะนำหนังสือฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,154.0.html

4 สุดยอดบทเรียนสำหรับผู้ที่กำลังจะเป็นนักฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,5270.msg34148.html#msg34148
ampan
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1140


« Reply #2 on: July 22, 2011, 06:09:07 PM »

พอเปิด หาใน wiki

http://en.wikipedia.org/wiki/Landau-Lifshitz-Gilbert_equation

พวกงานวิจัยที่ศึกษา  spinในวัตถุ หาค่า \alpha และค่าอื่นๆ ก็มีสมการพวกนี้เป็นหลัก

พวก spintronics
« Last Edit: July 22, 2011, 07:47:24 PM by ampan » Logged

Samuraisentai Shinkenger 侍戦隊シンケンジャー
NiG
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1222


no one knows everything, and you don’t have to.


WWW
« Reply #3 on: July 22, 2011, 10:17:08 PM »

ปรมาจารย์ด้านฟิสิกส์ทฤษฎีอีกคนหนึ่งที่อยากจะเอามาเล่าให้ฟัง Abdus Salam

Abdus Salam ( 29 มกราคม, 1926 –  21 November, 1996) เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวปากีสถาน เกิดที่เมืองเล็กๆในชนบทชื่อเมือง Jhang แคว้น Panjab
ประเทศ ปากีสถาน

ซาลามเป็นอีกหนึ่งมหาเทพที่เข้ามาทำงานในด้านฟิสิกส์ เมื่ออายุ 14 ปี เขาสอบได้คะแนนสูงสุดของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย Punjab University ซึ่งทำให้เขาได้ทุนไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ Government College University เมือง Lahore ของปากีสถาน  smitten

ซาลามมีความสามารถรอบด้านจริงๆ ทั้งในด้านภาษาและคณิตศาสตร์ (ขนาดที่ว่า tutor ของเขาที่มหาวิทยาลัย อยากให้เขาไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ Shame on you)เขาเรียนจบตอนปี 1944 (อายุ 18 ปี  buck2) โดยโครงงานที่นำเสนอเพื่อจบปริญญตรีของเขา เป็นปัญหาคณิตศาสตร์ของรามานุจันทร์ (ไม่รู้เหมือนกันว่าปัญหาอะไร) หลังจากนั้นเขาเข้าเรียนปริญญาโททีมหาลัยเดิม และเรียนจบภายในสองปี (ตามเวลามาตรฐาน)

ในปีเดียวกันนี้ ซาลามได้ทุนไปเรียนต่อระดับปริญญาตรี ที่ St. John College, Cambridge ซึ่งเขาเรียนจบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ของทั้งวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์  (Double First-Class Honours) ซาลามเรียนต่อโทและเอกที่เคมบริจด์ โดยทำงานวิจัยในด้าน Quantum Electrodynamics (QED) ด้วยความเทพของซาลาม ทำให้เขากลายเป็นที่จับตามองของยักษ์ใหญ่หลายๆคนอย่าง Dirac, Bethe หรือ Oppenheimer  Shocked

เมื่อจบปริญาเอกในปี 1951 ซาลามเดินทางกลับไปยัง Government College University เขาประสบปัญญาหลายอย่าง ทั้งปัญหาความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน ( การเมืองในมหาวิทยาลัย ) ทำให้เขาไม่สามารถทำงานวิจัยต่อได้ รวมทั้งเมื่อเขาพยายามจะใส่ Quantum physics เข้าไปในหลักสูตรปริญญาตรี ก็โดนขัดขวาง ทำให้เขาต้องสอนวิชานี้ตอนเย็นหลักเวลาเรียนปกติ... bang head

หลักเกิดการจลาจลที่เมือง Lahore ในปี 1953 ซาลามจึงตัดสินใจกลับไปยัง St. John College และทำงานอยู่ในตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์
ในปี 1957 เขาย้ายไปเป็น หัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ทฤษฎี ที่ Imperial College London งานวิจัยของ Salam ยังคงเป็นในเรื่องของฟิสิกส์พลังงานสูงซึ่งต่อ
ยอดมาจาก QED   ขณะที่อยู่ที่เคมบริจและอิมพีเรียล ซาลาม กับ จอห์น วาร์ด (John Clive Ward ซึ่งหลายคนอาจจะเคยเห็นชื่อเขาในเรื่อง Ward Identity) ทำวิจัยในเรื่องของ Gauge theory, Symmetry และที่สำคัญมากคือ การพยามรวมแรงแม่เหล็กไฟฟ้าและแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อนเข้าด้วยกัน
(Electroweak unification) ในช่วงนี้ ซาลามได้ร่วมงานกับนักฟิสิกส์สำคัญๆหลายๆคน และสร้างผลงานที่โดดเด่นๆยกอย่างเช่น

- กับ Sheldon Glasshow, Jeffrey Goldstone ในการสร้าง mathematical proof ให้กับ Nambu-Goldstone theorem ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับ Spontaneous symmetry breaking ของ Global continuous symmetry ( Nambu หรือ โยอิจิโร่ นัมบุ เป็นนักฟิสิกส์ชาวญี่ปุ่น ที่เพิ่งจะได้รับรางวัลโนเบลไปในปี 2008 ตอนอายุ 90 แล้วเราจะเล่าถึงนัมบุ อีกเร็วๆนี้)

- กับ Steven Weinberg (จำได้รึเปล่า  Wink) ในการใช้ Higgs mechanism ในการอธิบาย electroweak symmetry breaking

และที่สำคัญที่สุดซึ่งจะขาดไม่ได้เลย คืองานของ Glasshow, Salam และ Weinberg ซึ่งสามารถรวมแรงแม่เหล็กไฟฟ้าและแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อนเข้าด้วยกันได้ ทำให้ทฤษฎี Standard Model ซึ่งสามารถรวมแรง พื้นฐานสามแรงเข้าไว้ด้วยกัน (ยังรวมแรงโน้มถ่วงเข้าไปด้วยไม่ได้และปัจจุบันก็ยังทำไม่ได้)
ซึ่ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทั้งสามคนได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ร่วมกัน ในปี 1979

หลังจากที่แสดงผลงานและความสามารถให้โลกรู้ จนแทบจะทุกคนในวงการรู้จักเขาแล้ว ซาลามเดินทางกลับมายังปากีสถาน และได้ดำรงตำแหน่งสำคัญในด้านการบริหารการศึกษาและการวิจัย ภายใต้การนำของซาลาม เรียกได้ว่าวงการฟิสิกส์ของปากีสถานได้เติบโตจากจุดที่ไม่มีใครรู้จัก กลายเป็นประเทศที่สามารถผลิตผลงานวิจัยได้ในระดับแนวหน้าได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

อันที่จริงแล้ว ผลงานของซาลามยังมีอีกเยอะมากๆๆ แต่สิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งที่อยากให้รู้คือ ซาลามได้อุทิศตัวเอง เพื่อให้เกิดการพัฒนาของวงการฟิสิกส์ในประเทศโลกที่สาม ( น่าจะนับรวมประเทศสารขัณฑ์ของเราไปด้วย ) ซึ่งขาดแคลนทั้งในเรื่องบุคลากรและงบประมาณในวิจัย
โดยเขาได้ก่อตั้งสถาบันการวิจัยระหว่างประเทศหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือ  International Centre for Theoretical Physics (ICTP)ที่เมือง Trieste ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ของอิตาลีซึ่งเป็นที่ๆเปิดโอกาสให้นักวิจัยจากประเทศกำลังพัฒนาได้รับทุนมาทำงานวิจัยกับนักวิจัยระดับแนวหน้า( ที่ ICTP)
เพื่อจุดประกายและเติมไฟในการทำงานของนักวิจัยเหล่านี้ ซึ่งส่วนมากมักจะต้องทำงานอย่างโดดเดี่ยวและไม่เป็นที่รู้จัก
ให้มีกำลังใจในการทำงานวิจัยต่อไป

ในบั้นปลายชีวิต ซาลามป่วยเป็นโรคพากินสัน เขาเสียชีิวิตอย่างสงบที่ Oxford ประเทศอังกฤษตอนปี 1996 ศพของเขาได้นำกลับไปฝังไว้ที่ปากีสถาน  Cry
หลังซาลามเสียชีวิต สถาบัน ICTP ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Abdus Salam International Centre for Theoretical Physics
เพื่อเป็นเกียรติแก่นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ไม่เพียงแค่ในด้านผลงานทางฟิสิกส์เท่านั้น

ซาลามเป็นแรงบันดาลใจ และเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักฟิสิกส์จากประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเราคนไทย  Sad
ผมหวังว่าบทความนี้จะทำให้คนที่อ่านรู้จักนักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้มากขึ้น แล้วก็หวังอีกด้วยว่า...

ซักวันประเทศไทย จะมีคนแบบซาลามบ้างซักคน  great


*คลิปวีดีโออันหนึ่งที่ไปเจอใน youtube เกี่ยวกับ ซาลาม http://www.youtube.com/watch?v=bdBboiCsasI

 


ที่มา : wikipedia และ วิชาการดอทคอม
 
 


* Glasshow&Salam&Weinberg in Nobel conferrence.jpg (12.48 KB, 350x199 - viewed 698 times.)

* Salam.jpg (18.53 KB, 282x200 - viewed 692 times.)
« Last Edit: July 25, 2011, 04:24:34 PM by NiG » Logged

ผมไม่เชื่อในอัจฉริยะ แต่ผมเชื่อในความขยัน อดทน ไม่ท้อแท้

กระทู้ แนะนำหนังสือฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,154.0.html

4 สุดยอดบทเรียนสำหรับผู้ที่กำลังจะเป็นนักฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,5270.msg34148.html#msg34148
NiG
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1222


no one knows everything, and you don’t have to.


WWW
« Reply #4 on: July 22, 2011, 10:24:43 PM »

พรุ่งนี้ว่าจะเขียนเรื่องของ Edward Witten กับ Leonard Susskind ให้ลองอ่านดู สำหรับคนที่อยากรู้เรื่องของคนที่ยังไม่ตาย  Grin

ใครอยากจะเสริมหรือจะแก้เรื่องประวัติของคนไหนบอกได้เลยนะครับ  Wink
Logged

ผมไม่เชื่อในอัจฉริยะ แต่ผมเชื่อในความขยัน อดทน ไม่ท้อแท้

กระทู้ แนะนำหนังสือฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,154.0.html

4 สุดยอดบทเรียนสำหรับผู้ที่กำลังจะเป็นนักฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,5270.msg34148.html#msg34148
WinGed_BeaN
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 46


« Reply #5 on: July 22, 2011, 10:38:54 PM »

สุดยอดมากครับ
Logged
ampan
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1140


« Reply #6 on: July 22, 2011, 10:57:11 PM »

NiG ตัวแดงเชียว

วันนี้ เพิ่งเห็น  coolsmiley
Logged

Samuraisentai Shinkenger 侍戦隊シンケンジャー
NiG
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1222


no one knows everything, and you don’t have to.


WWW
« Reply #7 on: July 24, 2011, 07:18:56 PM »

คราวนี้มาถึงนักฟิสิกส์ที่ยังมีชีิวิต และยังทำงานวิจัยอยู่มั่ง  Wink

สำหรับในยุคนี้ คงจะแย่มากถ้าผมไม่ได้พูดถึง Ed Witten ( 26 สิงหาคม 1951 - ปัจจุบัน) นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งวงการทฤษฎีอนุภาคพลังงานสูง

Edward Witten เป็นชาวยิวที่เกิดที่อเมริกา เมือง Baltimore รัฐ Maryland โดยพ่อของเขา Louise Witten เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎี ที่ทำงานเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป

วิทเท่น ไม่ใช่คนที่ค้นพบตัวเองได้เร็วเหมือนกับอัจฉริยะแห่งวงการ(หมายถึง อัจฉริยะ จริงๆ ไม่ใช่อัจฉริยะ สร้างได้แบบประเทศเทยของเรา)
เขาเข้าเรียนที่มหาลัย Brandeis University ในสาขา เอกประวัติศาสตร์ โทภาษาศาสตร์ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฟิสิกส์และคณิตศาสตร์เลย  idiot2

หลังจากเรียนจบใหม่ๆ วิทเท่นตั้งใจจะเป็นนักข่าวการเมือง เขาเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์การเมืองของสหรัฐ รวมทั้งเคยทำงานอยู่กับ George McGovern คู่แข่งชิงตำแหน่งประธานาธิปดีกับ Richard Nixon ( ซึ่ง Nixon ชนะ McGovern อย่างถล่มทลาย  uglystupid2)

วิทเท่นเข้าเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย Wisconsin–Madison ในวิชาเศรษฐศาสตร์ แต่เรียนอยู่ได้ 1 เทอมก็ลาออก  Huh
จากนั้นก็เข้าไปสมัครเรียน (และติด) ภาควิชา Applied Mathematics จากนั้นก็ย้ายไปเรียนระดับปริญญาเอก กับ David Gross ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 2004

สำหรับเรื่องานของ Witten ผมขอบอกตามตรงเลยว่า... ยังไม่มีความสามารถพอจะเขียนจริงๆครับ  Sad  Cry  buck2
คงต้องรอให้พี่ๆที่ทำสตริงเข้ามาช่วยแล้วแหละครับ

สิ่งที่ผมจะบอกได้ถึงความมหัศจรรย์โลกของวิทเท่น ก็คือ ในปี 1990 วิทเท่นได้รับรางวัล Field Medal ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของนักคณิตศาสตร์ที่จะแจกทุกๆสี่ปี สำหรับนักคณิตศาสตร์ที่ทำผลงานยิ่งใหญ่ซึ่งอายุไม่เกิน 40 ปี ครับ Shocked Shocked ซึ่งนับเป็นนักฟิสิกส์คนแรก (และยังคงเป็นคนเดียว) ที่ได้รับรางวัลสูงสุดอันนี้ครับ

ทวนความจำกันซักนิดนะครับ ว่าวิทเท่นไม่ได้เรียนคณิตศาสตร์มา  Shocked

ผลงานของวิทเท่น มักจะเน้นหนักไปทางด้าน Supersymmetry และทางด้านคณิตศาสตร์อย่าง Topology ซึ่งว่ากันว่า เป็นคอนเซปด้าน Topology ที่ลึกซึ้งและเป็นพื้นฐานมากๆครับ

Witten ยังแทบจะเป็นเจ้าพ่อแห่งวงการสตริง มาตั้งแต่ช่วงที่เขาได้รับเหรียญ Field จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังมีอิทธิพลอย่างสูง งานของวิทเท่น ก็ถูกกล่าวถึงว่า เป็นงานที่มีคุณค่า และมีความสวยงามในตัวมันเองมากๆ ซึ่งผมเองก็คงจะต้องใช้เวลาอีกซักพัก ( อาจจะเป็นปี) จากตรงนี้ก่อนที่จะเข้าถึงงานของมหาเทพทางด้านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ คนนี้ครับ  reading

ปัจจุบัน Witten ทำงานอยู่ที่สถาบัน Institute of Advance Study, IAS ในหน่วย School of Natural Sciences ที่ Princeton (ใกล้ๆกับมหาลัย Princeton ประมาณ 30 นาทีเดิน และนักเรียนที่ Princeton สามารถย้ายมาทำงานกับคนที่ IAS ได้)
ซึ่งเป็นแหล่งรวมสุดยอดสัตว์ประหลาดจากทั่วทุกมุมโลก  Shocked ไว้โอกาสหน้า ผมจะเล่าเรื่องของชาว IAS ให้ฟังครับ

รุ่นพี่ที่เคยเข้าค่ายฟิสิกส์โอลิมปิก ที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ที่ Princeton ก็มีเช่น พี่ธนสิน นำไพศาล (ไม่แน่ใจว่าเรียนอะไรอยู่) พี่เพชระ ภัทรกิจวานิช เรียนอยู่สาขา Astrophysics แล้วก็พี่ สรวิศ แสงทวีสิน (พี่ Peace) กำลังจะเข้าเรียนสาขา High Energy Theoretical Physics (ถ้าเค้าไม่เปลี่ยนใจจากที่คุยกันครั้งนู้น)


อันนี้เป็นคลิปที่มีคนสัมภาษณ์ Witten ครับ เสียงออกจะฟังยากนิดนึง
http://www.youtube.com/watch?v=iLZKqGbNfck

เว็บไซต์ส่วนตัวของ Witten ครับ เผื่อใครอยากอ่านงานวิจัย
http://www.sns.ias.edu/~witten/

หน้าวิกิพีเดียของ Ed Witten ครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Edward_Witten





* Ed Witten.jpg (26.06 KB, 400x300 - viewed 614 times.)
Logged

ผมไม่เชื่อในอัจฉริยะ แต่ผมเชื่อในความขยัน อดทน ไม่ท้อแท้

กระทู้ แนะนำหนังสือฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,154.0.html

4 สุดยอดบทเรียนสำหรับผู้ที่กำลังจะเป็นนักฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,5270.msg34148.html#msg34148
NiG
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1222


no one knows everything, and you don’t have to.


WWW
« Reply #8 on: July 24, 2011, 11:09:16 PM »

หนึ่งคนที่น่าสนใจในวันนี้ ขอเป็น Leonard Susskind  คนที่บอกไว้ว่าจะเขียนเมื่อคราวที่แล้วนะครับ

Leonard Susskind (1940 - ปัจจุบัน ) เป็นลูกชาวยิว (อีกแล้ว!)ที่ยากจนในย่าน South Bronx, New York ซึ่งเป็นย่านที่ติดอันดับ 5 พื้นที่ที่ยากจนที่สุดในอเมริกาครับ

Susskind (ขอสะกดเป็นภาษาอังกฤษ นะครับ เพราะไม่รู้ว่าจริงๆอ่านว่าอะไร ผมเข้าใจว่าอ่านว่า ซัสกิ้น แต่บางคนบอก ซัสไคนด์ ใครรู้ช่วยบอกด้วยนะครับ)
เริ่มทำงานเป็นช่างซ่อมท่อน้ำ (Plumber) เมื่ออายุ 16 ปี แทนพ่อของเข้าซึ่งป่วยจนทำงานไม่ได้ 

อย่างไรก็ตาม Susskind ได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยคณะวิศวะ แต่จบมาในฐานะนักฟิสิกส์ที่มหาลัย City College of New York ตอนปี 1962
จากนั้นเขาได้เข้าเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่ Cornell University และจบมาในปี 1965

ในยุคแรกๆของการทำงาน Susskind ไปมาระหว่าง Yeshiva University ที่นิวยอร์ค กับ University of Tel Aviv ที่อิสราเอล ( คิดว่าเป็นมหาลัยที่น้องๆตัวแทนปีนี้เพิ่งไปกันมา ) ระหว่างปี 1966-1979 ซึ่งในระหว่างนี้ตอนปี 1970 Susskind ได้สร้างผลงานเลื่องชื่อ(หนึ่งในหลายๆชิ้น)
 ในเวลาเดียวกันกับ Holger Neilson และ Yoichiro Nambu  (กลับไปดูในประวัติของซาลาม!) ในการอธิบายแรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม โดยใช้โมเดลของการสั่นของเส้นเชือกใน 1 มิติ

ผลงานชิ้นนี้แม้ว่า จะไม่ตรงกับการทดลองจนคนเลิกคนใจความคิดนี้ และเข้าไปศึกษา QCD เป็นกระแสหลักอยู่ระยะหนึ่ง
แต่ผลงานนี้ได้นำไปสู่การอธิบายอนุภาคที่นำพาแรงโน้มถ่วง (กราวิตอน) โดย John Schwarz และคณะ

การค้นพบของ Schwarz ได้นำไปสู่การพัฒนา Bosonic string theory ซึ่งปัจจุบัน ในหลายๆมหาวิทยาลัย ก็จะเริ่มตอนทฤษฎีสตริงด้วยวิชานี้  Shocked

นอกจากเรื่องนี้ Susskind ยังเขียนหนังสือ popular sciences สองเล่ม ชื่อ The Cosmic Landscape (2005)และ The Black Hole War (2008)
ซึ่งในเล่มที่สองนี้ นอกจากจะเป็นการเขียนอธิบายจักรวาลของควอนตัมแบบง่ายๆให้คนทั่วไปอ่านแล้ว Susskind ยังเล่าถึงการต่อสู้เป็นเวลา 28 ปี ที่จะสร้างทฤษฎีเพื่อพิสูจน์ว่าทฤษฎีหลุมดำของ Stephen Hawking ผิด  knuppel2

แน่นอนว่าตอนนี้ Susskind เป็นเหมือน super star คนหนึ่งในวงการวิทยาศาสตร์ อาจจะไม่ดังเท่า Hawking เขาเป็นที่สนใจของสื่อและนักอ่านทั่วไป นอกจากนี้เขาก็ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญในสถาบันวิจัยหลายแห่งไม่ว่าจะเป็น Perimeter Institute for Theoretical Physics,  Korea Institute for Advanced Stud etc.

ปัจจุบัน Leonard Susskind ดำรงตำแหน่งเป็น ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ อยู่ที่มหาวิทยาลัย Stanford (แหล่งรวมเสือสิงห์กระทิงแรดอีกที่หนึ่ง)
มี Channel ใน youtube รวม lecture ที่สอนโดย Susskind ซึ่งผมก็เพิ่งจะรู้ตอนที่ค้นประวัติเค้าเหมือนกัน  Grin



รวมเลคเชอร์ของ Susskind : http://en.wikipedia.org/wiki/Leonard_Susskind#Lectures

ลิงค์หนังสือ Black Hole War ใน Amazon : http://www.amazon.com/Black-Hole-War-Stephen-Mechanics/dp/0316016403


* Leonard Susskind.jpg (109.25 KB, 450x287 - viewed 607 times.)
« Last Edit: July 25, 2011, 04:23:55 PM by NiG » Logged

ผมไม่เชื่อในอัจฉริยะ แต่ผมเชื่อในความขยัน อดทน ไม่ท้อแท้

กระทู้ แนะนำหนังสือฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,154.0.html

4 สุดยอดบทเรียนสำหรับผู้ที่กำลังจะเป็นนักฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,5270.msg34148.html#msg34148
last
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 342


« Reply #9 on: July 25, 2011, 01:24:51 PM »

ขอบคุณนิก^^
แปลดีนะครับ
ถ้าแปลได้เยอะๆแล้วเอามารวมเล่มเป็นหนังสือได้เลยนะ Smiley
Logged
NiG
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1222


no one knows everything, and you don’t have to.


WWW
« Reply #10 on: July 25, 2011, 04:20:22 PM »

ไปๆมาๆ เขียนนักฟิสิกส์ชาวยิวไปสามจากสี่คนแล้ว  buck2 คราวนี้เราขอเสนอนักฟิสิกส์ระดับยักษ์ใหญ่ชาวเอเชียที่ยังมีชีวิตอยู่มั่ง

คนแรกที่จะพลาดไม่ได้คือ Yoichiro Nambu ผู้เป็นเหมือนศาสดาแห่งวงการฟิสิกส์ญี่ปุ่น  icon adore

นัมบุ เกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม ปี 1921 ที่โตเกียว เขาเข้าเรียนระดับปริญญาโทและเอก ที่ Tokyo Imperial University (มันคือ"โทได" รึเปล่าอะ ผมไม่แน่ใจ) ในปี 1949 นัมบุได้รับงานเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ที่ โตเกียว และในปีถัดมา เข้าได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ ที่มหาวิทยาลัยโอซาก้า
ขณะนั้น นัมบุ เพิ่งจะมีอายุแค่ 29 ปีเท่านั้นเองนะครับ Shocked (ในบทสัมภาษณ์ของนัมบุ เขาบอกว่า เพราะมี recommendation จาก ชินอิจิโร่ โทโมนากะ*)

ไม่รู้เหมือนกันว่านัมบุทำผลงานอะไรไว้ตอนอยู่ที่ญี่ปุ่น แต่งานนั้นคงต้องเจ๋งมากๆ ขนาดที่ว่า Institute for Advanced Study ชวนนัมบุไปทำงานที่นั่นในปี 1952
(ในวิกิพีเดียมันเขียนว่า " he was invited by the Institute for Advanced Study in Princeton, New Jersey to study" แต่ผมว่าเค้าน่าจะได้งานที่นั่นมากกว่า ชวนไปเรียนมันฟังดูตลกๆ แล้วในอีก link หนึ่ง ก็เขียนว่า "After serving as a professor at Osaka City University in Japan and a member at the Institute for Advanced Study in Princeton")

เห้ย...แต่ช้าก่อน นั่นมัน IAS นี่นา  Shocked นัมบุเล่าไว้ในบทสัมภาษณ์ของเขาว่า ที่ IAS เขาได้เจอกับบรรดานักฟิสิกส์ยักษ์ใหญ่หลายคน ไม่ว่าจะเป็น Freeman Dyson, Tsung Dao Lee และแน่นอน หัวหน้าของ School of Natural Sciences ในขณะนั้น Albert Einstein!!  2funny

นัมบุทำงานอยู่ที่ IAS สองปี เขาเล่าว่า เข้าไม่ชอบบรรยากาศการทำงานที่เต็มไปด้วยการแข่งขันที่ IAS เท่าไหร่นัก เขาย้ายไปทำงานที่ University of Chicago ในปี 1954 และได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ในปี 1958 นัมบุทำงานอยู่ที่ชิกาโก เป็นเวลาหลายสิบปี (ในวิกิพีเดียบอกว่าเขายังอยู่ที่ชิกาโก
แต่อีกที่หนึ่ง**บอกว่าตอนนี้เขาเกษียณไปแล้วนะ)

ผลงานของนัมบุที่โดดเด่นมากๆ มีอยู่หลายอัน โดยในปี 1965 นัมบุได้อธิบายปริศนาของใน Quark Model ที่ up quark สามตัวมี spin ไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยการบอกว่า quark จะต้องมี SU(3) gauge degree of freedom หรือที่เรียกกันหลังจากนั้นว่า "สี (colour)" ในเวลาใกล้เคียงกันกับ Moo-Young Han และOscar W. Greenberg

นัมบุได้มีส่วนร่วมในการอธิบาย ปรากฎการณ์ที่จะเกิด massless boson จาก spontaneous symmetry breaking ในเวลาใกล้เคียงกันกับ Jeffrey Goldstone ที่เคมบริดจ์ ชื่อของ massless boson ที่เกิดขึ้นมานี้ ได้ตั้งให้เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบทั้งสองว่า Nambu-Goldstone boson

อีกชิ้นหนึ่ง ลองย้อนกลับไปดูในประวัติของLeonard Susskind ดูจะเห็นว่ามีชื่อนัมบุอยู่ในผู้สร้างอธิบายแรงนิวเคลียร์อย่างเข้มด้วยการสั่นของสตริง Shocked
ทั้ง Susskind, Neilson และ นัมบุ ได้รับเครดิตว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกทฤษฎีสตริง

งานใหญ่อีกชิ้นหนึ่ง เป็นงานที่นัมบุมีส่วนร่วมในการพัฒนาทฤษฎี bosonic string theory โดย นัมบุและ Tetsuka Goto ได้เขียนรูปแบบที่ง่ายที่สุดของ action ของ bosonic string โดยชื่อว่า Nambu-Goto Action

นัมบุได้รับรางงวัลโนเบลในปี 2008 หลังจากการอธิบายปรากฎการณ์สองอย่างแรกที่ผมอธิบายไป ซึ่งเป็นเวลาหลังจากการตีพิมพ์ผลงานของเขาเป็นเวลาหลายสิบปี (เข้าใจว่าเพราะไม่มีใครเสนอชื่อเขา จนกระทั่งลูกศิษย์ชาวญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งได้รับรางวัลโนเบลเมื่อเร็วๆนี้และเสนอชื่อนัมบุไป)

ผมค้นในแหล่งข้อมูลสองที่พบว่าข้อมูลไม่ตรงกัน วิกิพีเดียบอกว่านัมบุยังทำงานอยู่ที่ชิคาโก แต่อีกที่หนึ่ง** บอกว่าเข้าเกษียณไปในปี 1991
อย่างไรก็ตาม นัมบุยังมีชีวิตอยู่ครับ  smitten และเขานับเป็นหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการฟิสิกส์ในศตวรรษที่ 20 อย่างแท้จริง  icon adore



อ้างอิง วิกิพีเดียหน้าของนัมบุ http://en.wikipedia.org/wiki/Yoichiro_Nambu

**หน้าประวัติของผู้ได้รับรางวัล เบนจามิน แฟรงคลิน http://www.fi.edu/winners/2005/nambu_yoichiro.faw?winner_id=4394

บทสัมภาษณ์ของนัมบุ(ยาวมาก) http://www.aip.org/history/ohilist/30538.html

* ชินอิจิโร่ โทโมนากะ เป็นนักฟิสิกส์ชาวญี่ปุ่นที่ได้รางวัลโนเบลร่วมกับ Richard Feynman และ Julian Schwinger  ดูประวัติของเขาได้ใน
http://en.wikipedia.org/wiki/Sin-Itiro_Tomonaga

โทโมนากะ เป็นยักษ์ใหญ่อีกคนหนึ่งของวงการฟิสิกส์ญี่ปุ่น (โลกด้วย)ในสมัยที่นัมบุยังหนุ่มครับ
รายละเอียดอื่นๆของโทโมนากะ และยักษ์ใหญ่รุ่นบุกเบิกของญี่ปุ่น ลองเข้าไปดูในกระทู้ "ตำนานนักฟิสิกส์แดนอาทิตย์อุทัย"ด้านนอกได้นะครับ




 


* Nambu with Nobel prize.jpg (24.35 KB, 277x312 - viewed 603 times.)

* Nambu1.jpg (14.67 KB, 450x327 - viewed 595 times.)
« Last Edit: September 10, 2011, 10:35:03 PM by NiG » Logged

ผมไม่เชื่อในอัจฉริยะ แต่ผมเชื่อในความขยัน อดทน ไม่ท้อแท้

กระทู้ แนะนำหนังสือฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,154.0.html

4 สุดยอดบทเรียนสำหรับผู้ที่กำลังจะเป็นนักฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,5270.msg34148.html#msg34148
ampan
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1140


« Reply #11 on: July 25, 2011, 05:08:22 PM »

...
นัมบุ เกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม ปี 1921 ที่โตเกียว เขาเข้าเรียนระดับปริญญาโทและเอก ที่ Tokyo Imperial University (มันคือ"โทได" รึเปล่าอะ ผมไม่แน่ใจ) ในปี 1949 นัมบุได้รับงานเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ที่ โตเกียว และในปีถัดมา เข้าได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ ที่มหาวิทยาลัยโอซาก้า

....

ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยโตเกียว (University of Tokyo) ส่วน Tokyo Imperial University เป็นชื่อเก่า
Logged

Samuraisentai Shinkenger 侍戦隊シンケンジャー
NiG
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1222


no one knows everything, and you don’t have to.


WWW
« Reply #12 on: July 25, 2011, 05:33:52 PM »

ต่อจากยักษ์ใหญ่ชาวญี่ปุ่น เรามาดูยักษ์ใหญ่ชาวจีนบ้าง ซึ่งถ้าถามคนทั่วๆไปว่า นักฟิสิกส์จีนที่เก่งๆมีใครบ้าง คงจะไม่มีใครรู้จัก
แต่สำหรับนักฟิสิกส์ทฤษฎีแล้ว ชาวจีนคนนี้ เป็นผู้สร้างทฤษฎีสำคัญมากๆๆที่แม้จะผ่านมาหลายสิบปีแล้ว ก็ยังคงเป็นหัวข้อในการวิจัยอยู่

ขอแนะให้ให้รู้จักกับหนึ่งในปรมาจารย์ฟิสิกส์ชาวจีน Chen Ning Yang ครับ  icon adore

หยางเกิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ปี 1922 ที่เมืองเหอเปย มลฑล อานฮุ่ย ประเทศจีน หยางเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่  National Southwestern Associated University เมืองคุนหมิง มลฑล ยูนนาน หยางจบปริญญาตรีโดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาคือ Ta-You Wu* ผู้เรียกได้ว่าเป็นบิดาแห่งวงการฟิสิกส์จีน
เขาเรียนต่อระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเดิม และทำงานเป็นครูสอนโรงเรียนมัธยมอยู่ประมาณปีหนึ่ง ก่อนจะรับทุนไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่อเมริกา

ในปี 1946 หยางเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชิคาโก โดยอาจารย์ของเขาคือ Edward Teller (ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องเป็นผู้พัฒนาระเบิดไฮโดรเจนสมัยสงครามเย็น แต่นอกจากนั้นแล้ว เขาเป็นนักฟิสิกส์ผีมือดีอีกคนหนึ่ง) หลังจากเรียนจบในปี 1948 เขาอยู่ที่ชิคาโก ต่ออีกปีหนึ่งในฐานะผู้ช่วยของ Enrico Fermi

มีตำนานเล่าด้วยว่าสมัยที่หยางเรียนอยู่ที่ชิคาโก มีวิชาหนึ่ง(จำไม่ได้ว่าคือวิชาอะไร) คนสอนคือ จันทรสิกขา (ผู้ทำนายว่าหลุมดำเกิดจากการยุบตัวของดาวฤกษ์) ซึ่งไปๆมาๆเหลือคนเรียนแค่สองคน คนแรกคือหยาง อีกคนเป็นเพื่อนคนจีนของหยางชื่อ Tsung-Dao Lee

ในปี 1949 เขาได้เข้าทำงานที่ IAS (สมัยเดียวกับที่ Nambu และ Einstein ทำงานอยู่)และร่วมงานกับ Tsung-Dao Lee ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ Enrico Fermi ในช่วงเวลาที่อยู่ที่ IAS นี้หยางและ Lee ได้ค้นพบ parity violation ของ weak interaction พูดแบบ over simplified นิดหน่อยภายใต้แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงโน้มถ่วง และแรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม state ทางฟิสิกส์จะไม่เปลี่ยนแปลง ภายใต้การกลับ rectangular spatial coordinate ทุกแกน จากบวกเป็นลบ หรือที่เรียกว่า parity แต่ว่า weak interaction ไม่มีสมมาตรซ้ายกับขวาอันนี้! ซึ่งขัดกับความเชื่อพื้นฐานทางฟิสิกส์มากๆๆจนเป็นที่ฮือฮาในสมัยนั้นเลยทีเดียว

แน่นอนว่าการทำนาย parity violation แทบจะไม่เป็นที่เชื่อถือในขณะนั้นเนื่องจากขัดแย้งกับความเชื่อพื้นฐานมากๆ จนกระทั่งกลุ่มทดลองของ
Madame Wu ที่ Columbia University ประสบความสำเร็จในการทำการทดลองยืนยันการมีอยู่ของ parity violation ทำให้หยางและลีโด่งดังขึ้นมาเป็นพลุแตก ทั้งคู่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1957 ซึ่งในขณะนั้นหยางเพิ่งจะมีอายุเพียง 35ปี และ ลีเพิ่งจะมีอายุ 31 ปีเท่านั้นเองครับ  Shocked

และในปี 1954 หยาง และ Robert Mills ได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ gauge theory ใน non-Abelian field เพื่ออธิบายแรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม หลังจากที่นักวิจัยรุ่นก่อนๆที่ค้นคว้าเกี่ยวกับ Quantum Electrodynamic ทำสำเร็จมาแล้วใน Abelian field (สนามแม่เหล็กไฟฟ้านับเป็นตัวอย่างหนึ่งของ Abelian field) ซึ่งตอนแรกส่อแววว่าจะล้มเหลวเมื่อทฤษฎีนี้ทำนายว่าจะเกิดอนุภาคที่ไม่มีมวล (massless particle) ซึ่งไม่เกิดขึ้นในการทดลอง แต่ทฤษฎีนี้คืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหลักจาก Goldstone และ Nambu ตีพิมพ์ผลงานเกี่ยวกับ massless boson ที่เกิดจาก symmetry breaking

ทฤษฎี Yang-Mills กลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญ electroweak unification และ Quantum Chromodynamic (QCD) และกลายเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในวงการวิทยาศาสตร์หลังจกา Gerratd 't Hooft (อ่านว่า ทูฟ) ประสบความสำเร็จในการพิสูจน์ว่า ทฤษฎี Yang-Mills สามารถrenormalised ได้

ภายหลังจากความสำเร็จในการ renormalisation ทฤษฎี Yang- Mills นักฟิสิกส์ชาวอเมริกันนาม Sheldon Glashow ได้เสนอแบบจำลองที่สามารถอธิบายแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อนโดยที่ลากรางเจียนของแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อนจะต้องมีเทอมของสนาม Yang-Mills  ซึ่งบรรยายอนุภาคมีมวลที่เป็นตัวนำพาแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน โมเดลนี้ได้ถูกแก้ไขใหม่ให้ถูกต้องโดย Steven Weinberg และ Abdus Salam (กลับไปดูในประวัติของ Salam) และต่อมา ทฤษฎี Yang-Mills ก็ได้ถูกเอามาใช้เพื่ออธิบายแรงอันตรกิริยาระหว่าง ควาร์ก ซึ่งในคราวนี้สนาม Yang-Mills ก็ได้ถูกนำมาดัดแปลงเพื่อให้บรรยายอนุภาคที่เรารู้จักกันในชื่อ กลูออน (gluon) ซึ่งสุดท้ายแล้วแบบจำลองเหล่านี้ก็ได้ถูกรวมเข้าเป็นทฤษฎีอันสวยงามที่สามารถรวมแรงพื้นฐาน 3 แรงยกเว้นแรงโน้มถ่วง ที่เรารู้จักกันในชื่อ Standard Model

ปัจจุบันยังมีการศึกษาค้นคว้าทฤษฎี Yang-Mills กันในวงกว้าง อาทิเช่น ในการศึกษาโครงสร้างของ manifold สี่มิติ โดย Simon Donaldson ผู้ได้รับ Field Medal etc. นอกจากนี้ Yang–Mills existence and mass gap ยังถูกบรรจุเข้าไปใน Millennium Prize Problems* อีกด้วย  Shocked
ปัญหาเกี่ยวกับทฤษฎี Yang-Mills หลายๆอย่างก็ยังเป็น Open question ที่รอให้นักวิจัยรุ่นใหม่เข้ามาทำอยู่นะครับ

กลับมายังชีวิตของหยาง ในปี1966 หยางย้ายไปเป็นศาสตราจารย์ที่ State University of New York at Stony Brook หลังทำงานอยู่ที่ IAS
เป็นเวลา 17 ปี ณ ที่นี้ หยางได้เป็นผู้อำนวยการคนแรก ของสถาบันฟิสิกส์ทฤษฎีที่ Stony Brook ชื่อ C. N. Yang Institute for Theoretical Physics
(คิดว่าตอนหยางมาอยู่ที่ Stony Brook ซักพักหนึ่ง ทฤษฎีของหยางคงจะเริ่มดังเป็นพลุแตก)  icon adore

หยางเกษียณตัวเองจาก Stony Brook ในปี 1999 ก่อนจะย้ายกลับไปเป็นผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ที่มหาลัย  Tsinghua University ในกรุงปักกิ่ง และเขายังดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่ Center for Advanced Study, Tsinghua University ( CASTU) จนถึงในปัจจุบัน

หน้าวิกิพีเดียของ Yang ครับ http://en.wikipedia.org/wiki/Chen_Ning_Yang

* Millennium Prize Problems เป็นปัญหา 7 ข้อ ระบุโดย Clay Mathematics Institute ในปี 2000 ว่าใครแก้ปัญหาเหล่านี้ได้จะได้รับเงินจำนวน
หนึ่งล้านดอลล่าสหรัฐ เป็นเวลาสิบเอ็ดปี จน กรกฎาคม 2011 ปัญหา 6 จาก 7 ข้อ ยังคงไม่มีใครแก้ได้  uglystupid2

** หลังจากภรรยาคนแรกของหยางเสียชีวิตในปี 2003 หยางหมั้นกับนักศึกษาปริญญาโทอายุ 28 ปี และแต่งงานกันในปี 2004 ซึ่งตอนหมั้นกันนี่...นายหยางอายุได้ 82 ปีนะครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าใครจะกินใครกันแน่  knuppel2


ปล. ผมเจอหนังสือเล่มหนึ่ง
http://www.amazon.com/Selected-1945-1980-Scientific-Century-Physics/dp/9812563679/ref=sr_1_3?s=books&ie=UTF8&qid=1313694646&sr=1-3

ซึ่งผม...อยากได้มากๆๆๆๆๆๆๆ ไม่ทราบว่ามีใครพอจะมี"ของ"มั่งรึเปล่าครับ

 



* C.N.Yang and his new wife.jpg (48.1 KB, 500x354 - viewed 688 times.)

* C.N. Yang(left) and T.D.Lee (right) in their young age.jpg (29.08 KB, 370x330 - viewed 677 times.)
« Last Edit: January 16, 2012, 05:49:44 AM by NiG » Logged

ผมไม่เชื่อในอัจฉริยะ แต่ผมเชื่อในความขยัน อดทน ไม่ท้อแท้

กระทู้ แนะนำหนังสือฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,154.0.html

4 สุดยอดบทเรียนสำหรับผู้ที่กำลังจะเป็นนักฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,5270.msg34148.html#msg34148
ปิยพงษ์ - Head Admin
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 5846


มีน้ำใจ ไม่อวดตัว มั่วไม่ทำ


WWW
« Reply #13 on: July 30, 2011, 08:56:24 AM »


** หลังจากภรรยาคนแรกของหยางเสียชีวิตในปี 2003 หยางหมั้นกับนักศึกษาปริญญาโทอายุ 28 ปี และแต่งงานกันในปี 2004 ซึ่งตอนหมั้นกันนี่...นายหยางอายุได้ 82 ปีนะครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าใครจะกินใครกันแน่  knuppel2


ชอบ ชอบ  smitten smitten 82 <=> 28 มีความสมมาตรชั่วคราว  Shocked  Grin
« Last Edit: July 31, 2011, 04:12:20 PM by ปิยพงษ์ - Head Admin » Logged

มีน้ำใจ ไม่อวดตัว มั่วไม่ทำ
psaipetc
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 651


kostuff.blogspot.com


WWW
« Reply #14 on: July 31, 2011, 01:35:26 PM »

ชอบ ชอบ  smitten smitten 82 <=> 28 มีความสมมาตรชั่วคราว  Shocked  Grin

 2funny
Logged

Life Lessons (related to science anyway):
http://www.guardian.co.uk/print/0,3858,5164417-111414,00.html
Pages: 1 2 3 »   Go Up
Print
Jump to:  

คุณสมบัติของเด็กดี

ไม่ฟังเวลามีการนินทากัน ไม่มองหาข้อด้อยของผู้อื่น ไม่พูดนินทาเหยีบบย่ำผู้อื่น