ขอต้อนรับ ผู้มาเยือน กรุณา ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก

ล็อกอินด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่่าน และระยะเวลาใช้งาน

มีน้ำใจ ไม่อวดตัว มั่วไม่ทำ
 
Advanced search

40984 Posts in 6083 Topics- by 6027 Members - Latest Member: roroeow7
mPEC Forumชีวิต สังคม การศึกษา และศาสนาการศึกษาและชีวิตทำอย่างไรให้ฟิสิกส์ไทยพัฒนาอย่างยั่งยืน
Pages: « 1 2 3   Go Down
Print
Author Topic: ทำอย่างไรให้ฟิสิกส์ไทยพัฒนาอย่างยั่งยืน  (Read 35137 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
nklohit
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 268



« Reply #30 on: September 07, 2008, 07:01:05 PM »

จากที่พี่เกรทพูดมา ผมอยากจะทราบว่าหากเรียนและมาวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์เ่ช่นฟิสิกส์ทฤษฎี เราควรจะเลือกวิจัยสาขาใด จึงสามารถทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปได้ครับ
Logged

It seems that if one is working from the point of view of getting beauty in one's equations, and if one has really a sound insight, one is on a sure line of progress. ------------------------------ Paul Dirac
Great
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1123


물리학 아름답다 ฟิสิกส์คือความสวยงาม


« Reply #31 on: September 07, 2008, 07:38:50 PM »

จากที่พี่เกรทพูดมา ผมอยากจะทราบว่าหากเรียนและมาวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์เ่ช่นฟิสิกส์ทฤษฎี เราควรจะเลือกวิจัยสาขาใด จึงสามารถทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปได้ครับ
มันตอบชัดเจนไม่ได้ครับ คือ ระบุชัดเจนไม่ได้ ไม่ว่าจะสาขาไหนก็มีความสำคัญครับ มันมีได้หลายรูปแบบครับ แบบแรกคือพัฒนาไปพร้อมๆกันหลายสาขา และใช้การเชื่อมโยง เช่น นำเอาไฟฟ้าแม่เหล็กมาเชื่อมโยงกับฟิสิกส์อะตอมและควอนตัม เป็นต้น หรือไม่ก็ทำให้เด่นขึ้นมาเลยสาขาเดียว เพื่อให้เป็นเอกภาพ หมายความว่า เวลาต่างประเทศมองวิทยาศาสตร์(ฟิสิกส์)ของประเทศไทย พวกเขาจะบอกว่า "อ๋อ ไทยเค้ามีดีด้าน... นี่เอง" อะไรประมาณนี้
ยังไม่มีใครกำหนดทิศทางว่าจะให้วงการวิทยาศาสตร์(หรือฟิสิกส์) ไทย จะเป็นไปในรูปแบบไหน ดังนั้นเยาวชนรุ่นใหม่สามารถกำหนดทิศทางได้ แต่ต้องทำงานร่วมกัน ลำพังคนเดียวทำไม่ได้
ที่บอกว่าต้องคนรุ่นใหม่เพราะทุกๆวันนี้เวลาเราเฝ้ามองรัฐสภา พวกเขาหันมามองวงการวิทยาศาสตร์บ้านเราหรือไม่ ... ไม่เลย! พวกเขามัวแต่สนใจแต่เรื่องตัวเอง พวกเขาไม่สนับสนุนนักวิจัยเท่าที่ควร พวกเขาเอาเงินไปทำเมกะโปรเจก แทนที่จะเอามาพัฒนาการศึกษาบ้านเรา เขามัวแต่จะสลายม๊อบ ไม่ยอมลงมาดูว่าตอนนี้การศึกษาไทยมันเละแค่ไหน ดังนั้น จึงป่วยการที่จะพูดถึงคนเหล่านี้ ผมได้แต่หวังว่า เยาวชนรุ่นใหม่จะจบการศึกษาเร็วๆแล้วมาทำอะไรให้มันดูดีขึ้น
ถ้าน้องเก่งตั้งมั่นว่าจะเรียนฟิสิกส์ทฤษฎี พี่เกรทว่าน้องเก่งลองถามอาจารย์หรือพวกพี่ๆที่เขาไปต่างประเทศแล้วจะได้คำตอบที่ดีที่สุด เพราะบอกตรงๆตอนนี้พี่เองก็ยังไม่รู้ว่าจะเรียนด้านไหนของฟิสิกส์ตอนอยู่มหาวิทยาลัย (แต่คงเป็นทฤษฎีกึ่งปฏิบัติการแหละ) ตอนนี้พี่ก็พยายามหาข้อมูลอยู่ว่าสาขาไหนน่าสนใจ แต่ดูเหมือนว่าน้องเก่งจะชอบควอนตัม??  Grin
คือไม่ว่าจะไปเรียนสาขาไหน พอกลับมาแล้วต้องเอามาประยุกต์กับทรัพยากรที่มีในไทยได้ และนำมาพัฒนาได้อย่างเป็นรูปธรรม (คือเห็นผลได้ สังคมเห็นคุณค่า) อย่างที่เห็น ปัจจุบันเราไม่มี Particle Accelerator แบบเจ๋งๆสุดๆ ที่อเมริกาหรือญี่ปุ่นมี(ถ้าผมจำไม่ผิดรู้สึกจะมีแบบที่เราซื้อต่อมาจากญี่ปุ่น คือผมไม่แน่ใจว่าไทยมีเครื่องใหม่หรือยัง) เราไม่มีอุปกรณ์ทันสมัยมาให้นักเรียนนักศึกษาทำ มีแต่อุปกรณ์เก่าๆให้ทำ คือผมคิดว่า ถ้ารัฐบาลยอมเจียด "เงินภาษีประชาชน" มาลงทุนซื้ออุปกรณ์พวกนี้ (คือมันน้อยมากเมื่อเทียบกับ "1.8 ล้านล้านบาท" ที่รัฐบาลหุ่นเชิดกำลังของบประมาณแผ่นดินมาทำอะไรบ๊องๆอยู่ตอนนี้ knuppel2) คือผมหวังว่าพอผมกลับมาแล้วทุกอย่างจะพร้อม กล่าวคือ มีสิ่งอำนวยให้การพัฒนาการศึกษาและให้ชัดคือวิทยาศาสตร์ไทย ให้มันก้าวหน้าขึ้นไปอีกหลายๆขั้น  Cool
Logged

ถ้าวิทย์แข็งแรง-->การเมืองก็แข็งแรง-->ประเทศชาติก็แข็งแรง
CUD'44 * APhO9th Ulaanbaatar MNG * CA901* Gold 10thAPhO * Silver 40th IPhO
SNSD: GG-TH SeoHyun Family & SeoRi Home
necron
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 20


« Reply #32 on: September 08, 2008, 08:46:31 PM »

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องคนสอนครับ  ควรจัดคนสอนเป็นบทนะครับ เพราะครูแต่ละคนความถนัดไม่เหมือนกัน บางคนถนัดไฟฟ้า แต่ ไม่ถนัดแสงก็มี บางเรื่องก็สอนไม่รู้เรื่องแต่อีกเรื่องสอนเข้าใจง่าย
วิธีการแก้ไข คือ จัด ผู้สอนให้เหมาะสมกับแต่ละบทอย่างในค่าย สอวน ครับ ยกตัวอย่าง(ขออนุญาตพาดพิง  icon adore)
1. อ.สุวรรณ สอนเรื่องแสง อย่างเดียว
2. อ.อนันตสิน สอนอูณหภูมิ

ทำให้การเตรียมการสอนดีขึ้น และ สอนได้ลึกขึ้น เนื่องจากไม่ต้องมาเตรียมการสอนเรื่องอื่น เตรียมเฉพาะเรื่องที่ตนเองถนัด
น่าจะทำให้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
Logged
ปิยพงษ์ - Head Admin
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 6209


มีน้ำใจ ไม่อวดตัว มั่วไม่ทำ


WWW
« Reply #33 on: September 08, 2008, 09:40:41 PM »

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องคนสอนครับ  ควรจัดคนสอนเป็นบทนะครับ เพราะครูแต่ละคนความถนัดไม่เหมือนกัน บางคนถนัดไฟฟ้า แต่ ไม่ถนัดแสงก็มี บางเรื่องก็สอนไม่รู้เรื่องแต่อีกเรื่องสอนเข้าใจง่าย
วิธีการแก้ไข คือ จัด ผู้สอนให้เหมาะสมกับแต่ละบทอย่างในค่าย สอวน ครับ ยกตัวอย่าง(ขออนุญาตพาดพิง  icon adore)
1. อ.สุวรรณ สอนเรื่องแสง อย่างเดียว
2. อ.อนันตสิน สอนอูณหภูมิ

ทำให้การเตรียมการสอนดีขึ้น และ สอนได้ลึกขึ้น เนื่องจากไม่ต้องมาเตรียมการสอนเรื่องอื่น เตรียมเฉพาะเรื่องที่ตนเองถนัด
น่าจะทำให้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

แล้วจะทำให้ฟิสิกส์ไทยพัฒนาอย่างยั่งยืน  Huh
Logged

มีน้ำใจ ไม่อวดตัว มั่วไม่ทำ
Bright
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 212

เราเป็นอย่างไร สังคมเป็นอย่างนั้น


« Reply #34 on: September 09, 2008, 08:24:54 AM »

Q: ทำอย่างไรให้ฟิสิกส์ไทยพัฒนาอย่างยั่งยืน
A: ทำให้คนในชาติเห็นความสำคัญของวิชาฟิสิกส์ครับ 

Logged
Great
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1123


물리학 아름답다 ฟิสิกส์คือความสวยงาม


« Reply #35 on: September 09, 2008, 07:59:07 PM »

Q: ทำอย่างไรให้ฟิสิกส์ไทยพัฒนาอย่างยั่งยืน
A: ทำให้คนในชาติเห็นความสำคัญของวิชาฟิสิกส์ครับ 


เห็นด้วยครับ  Wink

คนไทยส่วนใหญ่ ที่ไม่สนใจฟิสิกส์ ก็จะมัวแต่ให้ชาวต่างชาติคิดอะไรใหม่ๆให้ โดยเราไม่ได้คิดริเริ่มเอง รักความสบาย ไม่ลองลงมือทำ มีเทคโนโลยีใหม่ๆจากฝรั่ง จากญี่ปุ่น เกาหลี จีน ได้หวันและอื่นๆ เราก็ต้องไป"ซื้อ"เขามา เราเอาเงินซื้อความสบาย เราไม่ได้"ผลิต"ความสบายขึ้นมาเอง

คนไทยอาจจะไม่คิด ว่าความจริงแล้วชาวต่างชาติขายเทคโนโลยี "มาตรฐานต่ำ" ให้เรา พวกเขาเอา"มาตารฐานสูง" ไปใช้ในประเทศของเขาเอง ดูอย่างญี่ปุ่น เวลาคนไทยไปเที่ยวโตเกียว เราถึงกับอึ้ง อดคิดไม่ได้ว่าญี่ปุ่นเจริญไปกว่าเราเป็นสิบยี่สิบปีแล้ว(หรืออาจมากกว่านั้น) ทำไมเราถึงไม่ฉุกคิดว่า เราสามารถทำแบบพวกเขาได้ไหม? ทำไมเวลาเราเอาเงินซื้อความสบายจากญี่ปุ่น แล้วเราไม่ได้เท่าเขา นั่นคือ "เงินซื้อความเจริญของชาติไม่ได้ทุกอย่าง"

ชาวญี่ปุ่น เกาหลี จีน หรือแม้กระทั่งเพื่อนบ้านเราอย่างเวียตนาม พวกเขาอาจไม่ได้มีปฏิภาณไหวพริบอะไรต่างจากเรามากนักในวัยเด็ก แต่พวกเขาถูกปลูกฝังให้เป็นคน"ขยัน" มี "วินัย" พวกเขาทำงานอย่างหนักด้วยฝีมือของพวกเขาเองเพื่อแลกเอาความเจริญมาสู่ชาติด้วยน้ำพักน้ำแรงของคนในชาติ แต่พอกลับมาดูเรา คนไทยถูกปลูกฝังไว้ดีพอหรือยัง วันๆผมเห็นเยาวชนไทยอนาคตของชาติ เลือกร้านเกมเป็นบ้านหลังที่สอง เล่น Dot-A กันเป็นว่าเล่น เล่นทีหลายๆชั่วโมง เอาเงินพ่อแม่ไปเล่น พวกเขาต้องเตรียมสอบ "เอเน็ต" แต่เขากลับไปฝึกวิชา "บีเน็ต" ชั่วโมงละยี่สิบบาทข้างๆโรงเรียน.... แล้วเราจะคาดหวังอะไรกับการพัฒนาชาติด้วยน้ำพักน้ำแรงของคนในชาติได้... หลายคนถูกปลูกฝังว่า ทำงานหาเงินมาเยอะๆเราก็ซื้อความสุขได้... แต่ก็แค่สุขชั่วคราว เราทำความสุขถาวรไม่ได้... ปัจจุบัน ไม่ต้องไปไหนไกล เราลองมองกรุงเทพของเรา... เมื่องแห่งการท่องเที่ยว มีวัดสวยๆ ฝรั่งทึ่ง แต่... คนกรุงเทพเองกลับทำให้"เมืองหลวง"ของเราดูไม่น่าอยู่ รถที่ติดแน่น ควันพิษมากมาย อาชญากรรมรายวัน การคดโกง... สิ่งเหล่านี้เป็นผลจากการที่เราต้อง "หาเงิน" เพื่อมา "ซื้อความสุข"

ถ้าเราพัฒนาบ้านเราให้เจริญได้ เรามี "ไอเดีย" ความคิด เป็นของตนเอง เรามีทฤษฎีฟิสิกส์ ที่ปรับใช้กับบ้านเราได้ เรามีนักวิจัย ช่วยคิดแก้ปัญหารถติด แก้ปัญหามลภาวะ "อย่างจริงจัง เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เลื่อนลอย" เราทำอะไรที่เป็น "รูปธรรม" มากกว่าที่จะปิดป้ายข้างถนนระบุ "คำพูดชวนเชื่อ" ถ้าหากว่าคนไทยถูกปลูกฝังให้รักชาติมากกว่าที่เป็นอยู่ เห็นประโยชน์ของชาติมากกว่าประโยชน์ของตนเอง และคิดที่จะทำอะไรให้คนอื่นๆบ้าง เราก็คงมีบ้านเมืองที่น่าอยู่กว่าปัจจุบัน

ฟิสิกส์จะยั่งยืนได้ ถ้าคนเรียนฟิสิกส์ คิดที่จะทำอะไรที่เป็นฟิสิกส์จริงๆ อาจไม่ต้องเป็นฟิสิกส์บริสุทธิ์ แต่ขอให้นำมาทำประโยชน์ "เพื่อชาติ" ได้ ให้คนในสังคมเห็นคุณค่า ให้ฟิสิกส์เป็นที่รู้จักว่าเป็น "ศาสตร์แห่งความก้าวหน้าของชาติ" แทนที่จะเป็น "ศาสตร์ที่ยากแก่การเข้าใจ"

คนไทยถูกปลูกฝังให้คิดว่าฟิสิกส์เป็นศาสตร์ที่ยากที่จะศึกษา นักเรียนมัธยมไทยถูกพร่ำสอนว่าฟิสิกส์คือวิชา "จำสูตรแล้วแทนค่า" ไม่ค่อยถูกให้ฝึกคิด ที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้มีอคติต่อฟิสิกส์ ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายความก้าวหน้า ด้วยน้ำมือคนในชาติเอง

ลองดูข้อสอบ IPhO ฟิสิกส์โอลิมปิก ของเวียตนามเมื่อสองเดือนที่แล้ว พวกเขานำเอาความรู้ มาใช้กับอุปกรณ์ ทรัพยากร ชีวิตประจำวัน ของเวียตนาม ซึ่งเป็นชาติของเขาเอง พวกเขามองกระเดื่องตำข้าวพลังน้ำในท้องนา ..เป็นฟิสิกส์ได้(แถมโจทย์ยากมากซะด้วย buck2) พวกเขามองปัญหามลภาวะในกรุงฮานอย... เป็นฟิสิกส์ได้ แล้วคนไทยล่ะ มองปัญหามลภาวะ... เป็นปัญหาที่คนอื่นต้องมาแก้ไข พวกเรามอง"วัสดุเครื่องทุ่นแรงพื้นบ้าน" เป็น "เรื่องล้าสมัย" ทั้งๆที่ "สิ่งทันสมัย" หลายอย่าง "คนไทยไม่ได้คิดขึ้นมาเอง เราไปเอาของที่ชาติอื่นไม่ใช้แล้วมา"

เมื่อไหร่หนอ เด็กไทยจะขยันขึ้น มีวินัยมากขึ้น รักส่วนรวมมากขึ้น... หรือต้องให้เราล้าหลังจนไปอยู่ปลายๆแถวก่อน คนไทยส่วนใหญ่ถึงจะสำนึกกันได้... ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน ว่าจะมีวันนั้นไหม ที่คนไทยทั้งประเทศจะเห็นคุณค่าในศาสตร์ที่ชื่อว่า "ฟิสิกส์"
Logged

ถ้าวิทย์แข็งแรง-->การเมืองก็แข็งแรง-->ประเทศชาติก็แข็งแรง
CUD'44 * APhO9th Ulaanbaatar MNG * CA901* Gold 10thAPhO * Silver 40th IPhO
SNSD: GG-TH SeoHyun Family & SeoRi Home
Mwitish
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 142

When the solution is simple, God is answering.


« Reply #36 on: September 11, 2008, 01:49:33 AM »

.....
เมื่อไหร่หนอ เด็กไทยจะขยันขึ้น มีวินัยมากขึ้น รักส่วนรวมมากขึ้น... หรือต้องให้เราล้าหลังจนไปอยู่ปลายๆแถวก่อน คนไทยส่วนใหญ่ถึงจะสำนึกกันได้... ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน ว่าจะมีวันนั้นไหม ที่คนไทยทั้งประเทศจะเห็นคุณค่าในศาสตร์ที่ชื่อว่า "ฟิสิกส์"

เห็นด้วย!!!

   ปัญหาของเด็กไทยในปัจจุบันคือ ไม่ค่อยมีวินัย เรียนแบบเช้าชามเย็นชาม (มิดเทอมชาม ไฟนอลชาม) ไม่สอบไม่อ่านหนังสือ เรียนแบบเอาตัวรอด มีจุดมุ่งหมายแค่เข้ามหาวิทยาลัยได้ แล้วพอเข้ามหาวิทยาลัยมาก็ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย ฟิสิกส์โจทย์อะไรที่ง่ายๆ เคยทำมาแล้วตอนม.ปลาย ส่วนใหญ่ก็ทำกันไม่ได้ (จากประสบการณ์ของผมที่เห็นมา ตั้งแต่ ม.6 ที่ได้เรียน AP course จนถึง ปี 1) พอเอนทรานซ์ เสร็จก็ลืมทุกอย่าง

   การเรียนลักษณะ เอาตัวรอดอย่างนี้ไม่ได้สร้างเสริมความเป็นนักคิดให้เด็กไทยได้เลย ผมเองก็ไม่รู้ว่านี่เป็นความผิดของใคร จะมาว่าเด็กฝ่ายเดียวคงจะไม่ได้ บางทีถ้าเราพิจารณาดีๆแล้ว เนื้อหาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของไทยก็ไม่ได้ง่ายอะไรนักหนา เทียบกับประเทศทางยุโรป จากการที่ผมสังเกตประเทศทางตะวันออก ไม่ว่าจะเป็น จีน ไต้หวัน ญี่ป่น หรือ ไทยเอง จะมีหลักสูตรม.ปลายที่เข้มข้นกว่าเขา แต่เด็กส่วนน้อยของประเทศเหล่านี้ ประมาณ 10-20% เท่านั้นเอง ที่เรียนแบบเพราะอยากเรียนจริงๆ เท่าที่รู้มา ในไต้หวันและเกาหลี กวดวิชาก้อขายดีไม่แพ้ประเทศไทยเลย (อ.อุ๊ น่าจะไปเปิดสาขาต่างประเทศบ้าง +555)

   คำถามคือว่า "หลักสูตรที่เข้มข้นดีจริงหรือ" ในความเห็นของผม ผมมอง 2 แง่
1. ดี การมีความรู้มากทำให้เรามองอะไรได้มากขึ้น และการได้เรียนอะไรที่ลึกๆ ยากๆ ลงไป มันเป็นการทำให้เรารู้ว่า เรารักวิชานี้จริงหรือไม่ มันเป็นการคัดเลือกโดยธรรมชาติ เหมือนกฎของดาร์วินเลย คนที่ไม่ชอบจะได้รู้ตัวเองไปเลย จะได้ไม่หลงทางแล้วมาเสียใจทีหลัง

2. ไม่ดี การเรียนยากๆ แล้วไม่เข้าใจ เด็กมักจะแก้ปัญหาด้วยการ "จำไปเลย" นี่แหละ คือสาเหตุของ "การคิดไม่เป็น"

คนอื่น มีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง อยากให้ช่วยกันแสดงความเห็นตรงนี้ครับ

_____________________________________________________________________________________________

  สำหรับงานวิจัยในประเทศไทย ผมคิดว่าในระยะนี้ เงินทุน ปัจจัยต่างๆเรายังไม่พร้อมนักที่จะวิจัยในสาขาแพงๆ เช่น ฟิสิกส์ควอนตัม สิ่งที่เราทำได้คงเป็นแค่ฟิสิกส์เชิงทฤษฎี ถ้าสนใจจะวิจัยทางฟิสิกส์นะ หรือ ถ้ารักจะวิจัยทดลองในสาขาแพงๆจริงๆ ก็คงต้องทำงานต่างประเทศ แล้วช่วยประเทศไทยทางอื่นๆ คิดว่าหลายคนคงเคยได้ยินที่อ.วุทธิพันธุ์ พูดให้ฟัง
 
  พูดอย่างไม่เข้าข้างประเทศตัวเองแล้ว ตอนนี้ประเทศไทยมีอยู่สองสาขาที่วิจัยแล้วมีประสิทธิภาพต่อการพัฒนาประเทศมากที่สุด คือ 1. การแพทย์ และ 2. การเกษตร ซึ่งสองสาขานี้ เป็นสาขาปัจจัยสี่ เลยทีเดียว คนเราอยู่โดยขาดปัจจัยสี่ไม่ได้อยู่แล้ว ไม่มีมือถือ คอมพิวเตอร์ เรามีชีวิตได้ แต่ไม่มีข้าว ไม่มียา เราอยู่ไม่ได้หรอก
     สำหรับการแพทย์จุดเด่นของประเทศไทยคือ ราคาถูก (โรงพยาบาลเอกชนของไทยที่ว่าแพง ยังถูกมากเทียบกับต่างประเทศ) และคุณภาพของแพทย์ไทย ไม่แพ้ชาติอื่นๆเลย (แน่สิ เอาเด็กระดับหัวกะทิไปเรียนมากมาย) แต่ปัญหาคือ เทคโนโลยีเครื่องมือทางการรักษาใหม่ๆ นั้นประเทศไทยยังคิดเองได้น้อย ยังต้องพึ่งพาต่างประเทศมาก  เพราะเครื่องมือแพทย์จำนวนมาก อาศัยความรู้ทางฟิสิกส์มาทำ แต่คนไทยส่วนมาก ชอบมองสองศาสตร์นี้ว่าเข้ากันไม่ได้ เลยไม่เคยคิดจะประยุกต์ใช้ด้วยกัน สิ่งใหม่ๆ เทคโนโลยีการรักษาใหม่ๆ ที่ควรจะเกิดมันเลยไม่เกิด เรายังคงต้องนำเข้าเครื่องมือเหล่านี้เข้ามาอยู่ ตอนนี้ประเทศไทยมีแผนจะเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอนาคตอันใกล้ (ทั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ โรงพยาบาลศิริราช ต่างมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นหนึ่งในเอเชียอาคเนย์ ภายใน 5-10 ปีนี้) **ปัจจุบันมีอีกสาขาหนึ่งคือ วิศวชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) แล้วนะครับ ชื่อสาขาดูแนวดี +5555

  สำหรับการเกษตร ตรงนี้แหละคือ จุดขายของประเทศไทย คนไทยเราปลูกข้าวกินกันมาหลายร้อยปี แต่ทำไมลิขสิทธิ์งานวิจัยพันธุ์ข้าวของไทยจำนวนมาก เป็นของประเทศอื่นหมด แผ่นดินไทยอุดมสมบูรณ์ พร้อมมากสำหรับการจะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก การวิจัยทางนี้แหละ จะสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทย มาถึงจุดนี้ผมไม่อยากให้ทุกคนมองข้ามศาสตร์ตรงนี้ไป มันเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษไทยเราทำกันมาหลายร้อยปี อย่าดูถูก ดูแคลน อย่าคิดว่าการทำโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ขาย จะศิวิไล กว่า การหากินจากท้องทุ่งท้องนา คนเราทุกคนมีความถนัดต่างกัน แต่ละประเทศก้อมีความพร้อมในคนละด้าน เราคงทำให้ชาวนาสร้างยานอวกาศได้ ภายในเวลาอันสั้นหรอก

   คำถามคือว่า ที่ผมกล่าวมาทั้งสองศาสตร์นี้ไม่ได้อาศัยฟิสิกส์เลยหรือ?? ฟิสิกส์คือพื้นฐานของหลายๆวิชา การจะอธิบายอะไรได้ลึกซึ้งล้วนต้องใช้ฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ทั้งนั้น คำพูดนี้ผมได้มากจากปากของ อาจารย์แพทย์ที่จบปริญญาแพทย์ศาสตร์บัณฑิต และ ได้ทำงานรักษาผู้ป่วย วิจัย และ สอนนักศึกษาแพทย์ มาไม่ตำกว่า 20 ปี
   ทำไมเราไม่ลองมามองในจุดนี้ ฟิสิกส์ทำอะไรได้หลายอย่าง ทำอะไรได้มากกว่าสร้างยานอวกาศ หรือหาจุดกำเนิดของจักรวาล จริงๆแล้ว ฟิสิกส์ไม่ได้อยู่ไกลจากชีวิต เราเลย มันอยู่ใกล้ชิดมากๆ จนคนส่วนมากมองข้ามมันไป


สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าประเทศชาติจะเจริญได้ต้องเริ่มจากเราก่อน ตอนนี้พวกเรายังเป็นแค่เด็ก ยังไม่มีศักยภาพในการจะขับเคลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากมายนัก จะมาตั้งม็อบประท้วงให้คนมาส่งเสริมการวิจัย ให้คนมองเห็นความสำคัญของฟิสิกส์ จะไปบุกยึดกระทรวงศึกษาฯ หรือ บุกยึดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มันก็ใช่ที่ ที่สำคัญผมว่าก่อนที่จะไปผลักดันคนอื่น เราทำตัวเองให้ดีก่อน เป็นคนที่มีวินัย และฝึกคิดอย่างสม่ำเสมอ มองปัญหามาสร้างปัญญา จะดีที่สุดครับ
Logged
Mwitish
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 142

When the solution is simple, God is answering.


« Reply #37 on: September 11, 2008, 02:05:52 AM »

สิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ อาจจะดูนอกเรื่องไปนิดหนึ่ง แต่ผมอยากนำเสนอออกมา เผื่อหลายๆคน จะมองเห็นภาพของการสร้างค่านิยมได้กว้างขึ้น

   120 ปีที่แล้ว โรงศิริราชพยาบาลได้ก่อตั้งขึ้น โดยพระราชดำริของพระปิยมหาราช ในสมัยนั้นขาดแคลนแพทย์มาก พระองค์จึงจัดตั้งโรงเรียนแพทยการขึ้นเพื่อการผลิตแพทย์ ในระยะแรกๆ การจะหาคนมาเรียนแพทย์ ต้องจ้างมาเรียน สมัยนั้นไม่มีใครอยากเป็นแพทย์ มีแต่อยากรับราชการทางทหาร เป็น ขุน เป็น พระยา ในรุ่นแรกโรงเรียนแพทยการแห่งโรงศิริราชพยาบาล มีนักศึกษาแพทย์เพียง 15 คน และ มีคนสำเร็จการศึกษาเพียง 9 คน

  แต่เวลาต่อมาไม่กี่สิบปี พระราชบิดาได้พัฒนาวงการแพทย์ไทยก้าวหน้าไปมาก จนคณะแพทยศาสตร์เป็นคณะอันดับหนึ่งที่ทุกคนแข่งขันกันเข้าเรียน จนต้องเปิดคณะแพทยศาสตร์เพิ่ม ไม่ว่าจะเป็น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และอีกลายคณะตามมา ในปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียแพทย์เกือบ 20 แห่งแล้ว แต่ก้อยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประเทศชาติ (จริงๆแล้วแพทย์ไม่ได้ล้นบ้านล้นเมืองแบบที่หลายๆคนคิดนะครับ ประเทศไทยยังขาดแคลนแพทย์อีกมาก)

   ทำไมวงการแพทย์ถึงการเป็นที่ยอมรับอย่างก้าวขวางในเวลารวดเร็ว?
   ในสมัยก่อนโรคง่ายๆต่างๆ เช่น วัณโรค ไข้ทรพิษ มาเลเรีย ไข้เลือดออก เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ แต่พอมีการแพทย์เข้ามา การแพทย์ได้ช่วยชีวิตคนจากโรคภัยเหล่านี้ ทำให้มีอายุยาวนานขึ้น คนเลยหันมายอมรับนับถือแพทย์มากขึ้น เห็นความสำคัญของศาสตร์นี้
 
  ผมว่าสิ่งนี้แหละครับ เป็นยุทธศาสตร์การสร้างค่านิยมให้คนในชาติ ตราบใดที่เราไม่สามารถเชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆ เข้ากับชีวิตมนุษย์ได้อย่างชัดเจน ไม่ทำให้มนุษย์เห็นว่ามันทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ผมว่าคงยากที่จะทำให้ผู้คนหันมายอมรับ

ดังพระราชดำรัสของพระราชบิดา ที่ผมโพสต์แล้วโพสต์อีก
True success is not in the learning,. but in its application to the benefit of mankind.                                                 
HRH Prince Mahidol of Songkla ...

  ดังนั้นการจะให้วงการฟิสิกส์เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ผมคิดว่าเราต้องทำให้ทุกคนเห็นว่าฟิสิกส์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันวนอยู่รอบๆตัวเราเสมอ
« Last Edit: September 11, 2008, 02:08:25 AM by Mwitish » Logged
ปิยพงษ์ - Head Admin
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 6209


มีน้ำใจ ไม่อวดตัว มั่วไม่ทำ


WWW
« Reply #38 on: September 13, 2008, 09:25:37 AM »

เห็นพวกเราแสดงความเห็นกันมามากมาย มีข้อสังเกตดี ๆ น่าจะทำหลายอย่าง แต่สุดท้ายก็ต้องหา"แรงงาน"มาลงมือทำ ซึ่งหายากมาก เพราะพวกเราชอบเล่น"ของสูง"กันทั้งนั้น  พวกเราคงไม่มีข้าวกินถ้าไม่มีชาวนา  ไม่มีตึกอยู่ถ้าไม่มีคนงานก่อสร้าง ไม่มีแหล่งความรู้ให้ศึกษา ถ้าไม่มีผู้สร้างแหล่งการเรียนรู้  mPEC แห่งนี้ไม่รู้จะอยู่นานแค่ไหนถ้าไม่มี"แรงงาน" อุปกรณ์ เครื่องมือ และซอฟท์แวร์

ลักษณะนิสัยของพวกเราส่วนใหญ่คือ "คอยดูและหยิบฉวย" ไม่ใช่ "เสนอช่วยและหยิบยื่น"  หลายคนจึงมาที่นี่เพื่อเอาอย่างเดียว สังเกตได้จากจำนวนคนที่คอยช่วยตอบคำถามและปัญหาตอนนี้ว่ามีน้อยมาก

ประเทศชาติประกอบจากสังคมเล็ก ๆ รวมกัน เราชอบพูดกันถึงเรื่องปัญหาประเทศชาติระดับใหญ่ ๆ เหมือนนักการเมือง แต่ที่ลงมือทำจริง ๆ กับสังคมเล็ก ๆ แทบจะไม่มีเลย

ไม่ว่ากระทรวงศึกษาจะออกนโยบายสวยหรูแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายคนที่จะลงมือทำคือคุณครูตัวเล็ก ๆ และนักเรียนในโรงเรียน
 
เราเป็นอย่างไร mPEC เป็นอย่างนั้น  coolsmiley
Logged

มีน้ำใจ ไม่อวดตัว มั่วไม่ทำ
Great
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1123


물리학 아름답다 ฟิสิกส์คือความสวยงาม


« Reply #39 on: September 13, 2008, 12:17:16 PM »

ปัจจุบัน สิ่งที่ควรจะทำมากที่สุดและไม่ได้ยากเกินไปคือ แยกเอาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ออกจากกัน ไม่ว่าจะการสอบ A-Net ทุนเล่าเรียนหลวง หรืออื่นๆที่ยังรวมกันอยู่ การที่ทำแบบนี้ทำให้นักเรียนไม่สนใจที่จะเรียนฟิสิกส์ ทิ้งฟิสิกส์ ไม่สนใจชีวะ ทิ้งชีวะ ไม่สนใจเคมี ก็ทิ้งเคมี แม้ว่าจะมีการถ่วงน้ำหนักของแต่ละคณะสำหรับA-Net แต่หลายคนก็ยังมองว่า คุ้มค่ากว่าที่จะไปอ่านภาษาไทย สังคม คุ้มค่ากว่าที่จะต้องมาอ่านและทำโจทย์ฟิสิกส์ อะไรประมาณนี้

http://www.thps.org/journal/TJP2502.pdf

อันนี้เป็นวารสารฟิสิกส์ไทยฉบับล่าสุด มีหัวข้อ ฟิสิกส์ " "มัธยมศึกษา" อ่อนแอ.....เพราะอะไร " ซึ่งมีข้อสังเกตน่าสนใจหลายๆอย่าง ที่น่าติดตามและแก้ไข (ขออภัยที่ยกลิงค์มาครับ ผมไม่ว่างอัพโหลดใหม่ buck2)

ส่วนการแก้ปัญหาจากสังคมเล็กๆรวมๆกัน ผมว่าเป็นปัญหาที่แก้ยากมากครับแต่ก็ต้องแก้อย่างที่อาจารย์ปิยพงษ์กล่าวไว้ คือมันเป็นการแก้ปัญหาทางความคิดของแต่ละบุคคลครับ วันๆหนึ่งผมไปโรงเรียน ผมเจอคนมากมายหลากหลายความคิด แต่ที่สังเกตได้ ไม่ว่าจะนักเรียนหรืออาจารย์ ความคิดหลักๆคือ การดิ้นรนเพื่อที่จะเข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่ต้องการ มีวันหนึ่งอาจารย์ประจำชั้นผมเข้ามาวิชาโฮมรูม บอกกับนักเรียนว่า ใครเรียนหมอเรียนวิศวะได้ให้เรียน โดยให้เหตุผลว่า อนาคตจะได้มั่นคง... ผมพยายามเสนอข้อคิดเห็นในห้องเรียนครับ ผมยกมือถามอาจารย์และเพื่อนๆว่า "ความมั่นคง" คืออะไร แปลว่า "เงินเยอะ" ใช่หรือไม่? ซี่งใช่ครับ ทุกคน(ยกเว้นผม)เห็นตรงกันว่า "เงินเยอะคืออนาคตมั่นคง" ... อนาคตของใครหละครับ? (ผมถามอาจารย์ประจำชั้น) และผมก็เฉลยโดยไม่รอคำตอบว่า ก็อนาคตของแต่ละคน แต่ไม่ใช่ อนาคตของคนอื่นๆที่เขาไม่มั่นคง เรายังคงปล่อยให้มีความไม่มั่นคงในระดับ"เล็กๆ"ของชาติ หรือแม้แต่ระดับ"ใหญ่ๆ" กล่าวคือ เราไม่ได้ "สร้าง" ความมั่นคง "ใหม่ๆ" ขึ้นมาเลย เรามัวแต่ที่จะสร้าง"ทุกๆอย่าง" เพื่อให้โตขึ้นเรามี"เงิน" มาซื้อบ้านใหม่ใหญ่ๆ ซื้อเบนซ์ ซื้อโน่นซื้อนี้ หรือพูดรวมๆว่า "ซื้อความสะดวกสบาย" (อย่างที่ผมได้เสนอไว้ในRepก่อนหน้านี้)

และผลที่ออกมาคือ ทุกคนต่างมองผมว่าผมเป็นตัวประหลาด พวกเขามองว่าผม "เพ้อเจ้อ" ผมเขามองว่าผมเป็นพวก "อุดมคติ" ... ผมขอโทษครับ ที่ผมไม่สามารถที่จะ "ชักจูง" ให้เพื่อนๆในห้องผมและอาจารย์ประจำชั้น มีแนวคิดที่จะช่วยพัฒนาแม้แต่สิ่งเล็กๆได้ ... นี่แค่ในระดับห้องเรียน ตัวคนเดียว ผมยังทำไม่ได้เลยครับ การที่จะชักจูงให้คนอื่นคิดตาม มันช่างยากเหลือเกิน... แต่ผมไม่ท้อครับ ผมยังยึดแนวทางของผมที่จะเสนอแนวคิดใหม่ๆให้คนอื่นได้ฉุกคิดตาม ผมจะทำในสิ่งที่ผมพอจะทำได้ "ในตอนนี้" ... ส่วนในอนาคต ผมคงทำให้อะไรที่ใหญ่ขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ว่าทำแบบเป็น "มหภาค" แต่เป็นแบบ "จุลภาคมารวมๆกัน" กล่าวคือ แก้ปัญหาทีละจุดไปเรื่อยๆ จนสามารถแก้ปัญหาในระดับใหญ่ๆระดับชาติได้ Smiley (ถ้าผมมีโอกาสนะ laugh)

แล้วเพื่อนๆพี่ๆและน้องๆหละครับ เจออะไรแบบเดียวกับผมหรือปล่าว นักเรียนและอาจารย์ในโรงเรียนมัธยมต่าง"ร่วมมือกันทำลายแนวคิดที่มีประโยชน์" ร่วมมือกัน"ทำลายฟิสิกส์" ... ไม่รู้สึกหงุดหงิดเหมือนผมบ้างหรือครับ? Huh
Logged

ถ้าวิทย์แข็งแรง-->การเมืองก็แข็งแรง-->ประเทศชาติก็แข็งแรง
CUD'44 * APhO9th Ulaanbaatar MNG * CA901* Gold 10thAPhO * Silver 40th IPhO
SNSD: GG-TH SeoHyun Family & SeoRi Home
FogRit
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 899


มีอะไร ใช้อย่างนั้น


« Reply #40 on: September 15, 2008, 10:03:43 AM »

เห็นพวกเราแสดงความเห็นกันมามากมาย มีข้อสังเกตดี ๆ น่าจะทำหลายอย่าง แต่สุดท้ายก็ต้องหา"แรงงาน"มาลงมือทำ ซึ่งหายากมาก เพราะพวกเราชอบเล่น"ของสูง"กันทั้งนั้น  พวกเราคงไม่มีข้าวกินถ้าไม่มีชาวนา  ไม่มีตึกอยู่ถ้าไม่มีคนงานก่อสร้าง ไม่มีแหล่งความรู้ให้ศึกษา ถ้าไม่มีผู้สร้างแหล่งการเรียนรู้  mPEC แห่งนี้ไม่รู้จะอยู่นานแค่ไหนถ้าไม่มี"แรงงาน" อุปกรณ์ เครื่องมือ และซอฟท์แวร์

ลักษณะนิสัยของพวกเราส่วนใหญ่คือ "คอยดูและหยิบฉวย" ไม่ใช่ "เสนอช่วยและหยิบยื่น"  หลายคนจึงมาที่นี่เพื่อเอาอย่างเดียว สังเกตได้จากจำนวนคนที่คอยช่วยตอบคำถามและปัญหาตอนนี้ว่ามีน้อยมาก

ประเทศชาติประกอบจากสังคมเล็ก ๆ รวมกัน เราชอบพูดกันถึงเรื่องปัญหาประเทศชาติระดับใหญ่ ๆ เหมือนนักการเมือง แต่ที่ลงมือทำจริง ๆ กับสังคมเล็ก ๆ แทบจะไม่มีเลย

ไม่ว่ากระทรวงศึกษาจะออกนโยบายสวยหรูแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายคนที่จะลงมือทำคือคุณครูตัวเล็ก ๆ และนักเรียนในโรงเรียน
 
เราเป็นอย่างไร mPEC เป็นอย่างนั้น  coolsmiley

เห็นด้วยกับอาจารย์ครัีบ

สำหรับน้องๆ ที่คิดว่าเรียนฟิสิกส์แล้วไม่รุ่งไม่รอด มันขึ้นอยู่กัีบความสามารถเฉพาะตัวจริงๆ ในเว็บนี้ก็เห็นเก่งๆกันทั้งนั้นเลย
ผมก็คนนึงละทีื่ไม่รอดถึงระดับสุดยอดแบบเพื่อนๆ  7 คน (จากรุ่นเดียวกัน 21 คน)
ประเด็นที่ห่วงเรื่องปัญหาปากท้อง ผมจะแนะนำให้ จากประสบการณ์
เอกชนโดยส่วนใหญ่เขาไม่สนใจจะวิจัยอยู่แล้วเพราะมันจมทุน จึงหานักวิจัยซึ่งมีอยู่ในภาครัฐ และพวกนี้มีปัญญาและอุปกรณ์ของรัฐ
เพราะฉะนั้น อ. วิศวะจึงรวยกว่า อ. วิทยาศาสตร์
ปัจจุบันก็หันไปเทกันทาง ฮาร์ดดิส

ตัวอย่างจากงานมาตรวิทยาฯ ที่ผมทำอยู่เอกชนแต่ละที่ๆ เขาก็ไม่จ้างนักมาตรฯ ทำเองแต่ส่งมาให้ที่นี่ทั้งหมดเลย งานก็เลยเยอะ

ทีนี้งานทางสายวิศวกรรมการแพทย์ที่ว่าเปิดใหม่นี่ ผมก็เริ่มด้วยเพราะอยู่หน่วยเสียงความถี่สูง แต่ครม. มันล่มเงินเลยยังไม่อนุมัติ รอไปก่อน ทีนี้อ.ที่เขามาสอนก็ชวนผมไปเีรียนด้วยกันอีกตะหาก เพราะงานใช้เครื่องมือเดียวกันสายเดียวกัน สนใจไหม ?
« Last Edit: September 15, 2008, 10:29:09 AM by Foggy_Ritchy » Logged

อดทนและทำงานอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ
Pages: « 1 2 3   Go Up
Print
Jump to:  

คุณสมบัติของเด็กดี

ไม่ฟังเวลามีการนินทากัน ไม่มองหาข้อด้อยของผู้อื่น ไม่พูดนินทาเหยีบบย่ำผู้อื่น