มีน้ำใจ ไม่อวดตัว มั่วไม่ทำ

สมัครสมาชิกฟรีเพื่อเห็นไฟล์แนบและดาวน์โหลดไฟล์ ขออภัยในความไม่สะดวก

ขอต้อนรับ ผู้มาเยือน กรุณา ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก

ล็อกอินด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่่าน และระยะเวลาใช้งาน

 
Advanced search

41237 Posts in 6173 Topics- by 8024 Members - Latest Member: Prangg
Pages: « 1 2 3 4 5 »   Go Down
Print
Author Topic: ห้องเรียนภาคค่ำ(เพื่อน้องที่อ่านหนังสือเสร็จเร็วแล้วเข้าmpec^^)  (Read 45944 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
shizu_kao
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 48


« Reply #15 on: March 14, 2009, 11:03:14 PM »

มันไม่ได้ขัดกัน เพราะแต่ละคนก็บอกว่าคนที่เคลื่อนที่มีอายุน้อยกว่าเหมือนกัน  ถ้าจะเปรียบเทียบแบบให้กลับมาพบกัน จะต้องให้ทั้งคู่เคลื่อนที่กลับมาพบกันอย่างสมมาตร แล้วก็จะพบว่าอายุเท่ากัน  coolsmiley


เคลื่อนที่กลับมาพบกันอย่างสมมาตรนี่หมายถึงยังไงหรอคะ ไม่ค่อยเข้าใจ  idiot2 buck2

หยุดเหมือนกัน เร่งเหมือนกัน หน่วงเหมือนกัน ...

จากที่อาจารย์บอก ถ้าเกิดว่าไม่มีความเร่งก็ถือว่าเป็นการเคลื่อนที่อย่างสมมาตร ถ้างั้นก็หมายความว่าทั้งคู่พูดถูกหรอคะ
งั้นแสดงว่าถ้าเป็นการเคลื่อนที่ที่ไม่มีความเร่ง อายุของทั้งสองก็จะเท่ากัน ข้อนี้ก็ถือว่าถูกด้วยใช่หรือเปล่าคะ
หรือหมายความว่าทั้งคู่จะอายุเท่ากันก็ต่อเมื่อได้มาพบกัน  idiot2 idiot2


แล้วขอถามอีกข้อนะคะ
ถ้ากรอบอ้างอิงA มีนายa อยู่ และกรอบอ้างอิงB มีนายb อยู่ แล้วกรอบใดกรอบหนึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสัมพัทธ์ใกล้แสงและคงตัว
- ถ้าเหตุการณ์เกิดที่กรอบA นายa จะเห็นในเวลาหนึ่ง(proper time) ส่วนนายb จะเห็นว่าเหตุการณ์นั้นเกิดช้ากว่า (ใช้เวลานานกว่า)
กัน ถ้าเหตุการณ์เกิดที่กรอบB มุมมองของนายa และนายb ก็จะสลับกันไป

ถ้าเกิดว่าทั้งนายa และนายb มีนาฬิกาของตัวเองคนละเรือน แล้วทั้งคู่ก็โชว์นาฬิกาให้อีกฝ่ายดู
ให้ทั้งคู่ติดต่อกันได้ โดยเขาตกลงกันว่าเวลาใครเดินครบสามวิก่อน จะยกธงขาวขึ้นมา
พอเวลาของนายa เดินไปสามวินาที เขาก็จะยกธงขึ้นมาและพบว่านาฬิกาของนายb ยังไม่ถึง
แต่ถ้ามองในมุมมองของนายb มันก็จะเป็นเหมือนกัน อย่างงี้แล้วใครจะเป็นคนยกธงขึ้นมาก่อนกันแน่หรอคะ

แล้วถ้าเกิดนายa จับเวลาเหตุการณ์หนึ่งๆ สมมติเขาพบว่ามันใช้เวลาสิบวินาที นายb จะพบว่าที่นาฬิกาของเขามันใช้เวลามากกว่านั้น
แต่ถ้านายa สังเกตมองนาฬิกาของนายb ด้วย เขาจะพบว่ามันนานกว่าเวลาที่นายb เห็นซะอีก แต่มันควรจะเป็นเวลาที่เท่ากับสิบวินาที(เวลาของเหตุการณ์ทีสังเกต)
เรางงว่ามันเป็นอย่างงี้ได้ยังไงอะค่ะ หรือว่าเราสับสนคำพูดตัวเอง  buck2 buck2
« Last Edit: March 14, 2009, 11:15:55 PM by shizu_kao » Logged
GunUltimateID
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 535



« Reply #16 on: March 14, 2009, 11:09:19 PM »

เรื่องนี้ยิ่งอ่านยิ่งงง  2funny

ค่ายนี้อาจารย์จะแจก lecture ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์  ที่อาจารย์เขียนไว้รึเปล่าครับ
« Last Edit: March 14, 2009, 11:13:35 PM by GunUltimateID » Logged
Great
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1123


물리학 아름답다 ฟิสิกส์คือความสวยงาม


« Reply #17 on: March 14, 2009, 11:38:41 PM »

...
ถ้าเกิดว่าทั้งนายa และนายb มีนาฬิกาของตัวเองคนละเรือน แล้วทั้งคู่ก็โชว์นาฬิกาให้อีกฝ่ายดู
ให้ทั้งคู่ติดต่อกันได้ โดยเขาตกลงกันว่าเวลาใครเดินครบสามวิก่อน จะยกธงขาวขึ้นมา
พอเวลาของนายa เดินไปสามวินาที เขาก็จะยกธงขึ้นมาและพบว่านาฬิกาของนายb ยังไม่ถึง
แต่ถ้ามองในมุมมองของนายb มันก็จะเป็นเหมือนกัน อย่างงี้แล้วใครจะเป็นคนยกธงขึ้นมาก่อนกันแน่หรอคะ
...
สมมติผมคือนาย Great อยุ่กรอบ G มองนาย a และ b เดินออกจากกันด้วยอัตราเร็วขนาดเท่ากันทิศตรงกันข้าม เวลาผ่านไป T วินาที (แน่ๆคือไม่ใช่ 3 วินาที) ผมเห็นนาย a และ b ยกธงขาว "พร้อมกัน" เหตุการณ์ที่ 1 คือนาย a ยกธง เหตุการณ์ที่2คือนาย b ยกธง
ทีนี้ เรารู้ว่า "เหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในกรอบหนึ่ง จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในกรอบอื่นที่เคลื่อนที่สัมพัทธ์กับกรอบนั้น" ดังนั้นกรอบของนาย a พบว่า เมื่อเขายกธง เขาเห็นนาฬิกานาย b ที่เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็ว v ออกไปจากเขา เพิ่งเดินไปแค่ t_b^{by\;a} = \dfrac{t_a - (v)(vt_a) /c^2 }{\sqrt{1 - (v/c)^2}} = t_a \sqrt{1 - (v/c)^2} ขณะเดียวกัน ในกรอบของนาย b เขาเห็นนาฬิกานาย a เดินผ่านไปแค่ t_a^{by \; b} = \dfrac{t_b - (v)(vt_b) /c^2 }{\sqrt{1 - (v/c)^2}} = t_b \sqrt{1 - (v/c)^2} แต่ไม่มีใครผิด เพราะว่ามันเป็นปรากฏการณ์พื้นฐานที่ว่า นาย Great เห็นสองคนยกธงพร้อมกัน ทั้งสองคนนั้นไม่มีทางเห็นอีกคนยกธงได้พร้อมกันกับเขา นั่นคือปรากฎการณ์ Loss of Simultaneity
« Last Edit: March 14, 2009, 11:47:16 PM by Great » Logged

ถ้าวิทย์แข็งแรง-->การเมืองก็แข็งแรง-->ประเทศชาติก็แข็งแรง
CUD'44 * APhO9th Ulaanbaatar MNG * CA901* Gold 10thAPhO * Silver 40th IPhO
SNSD: GG-TH SeoHyun Family & SeoRi Home
GunUltimateID
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 535



« Reply #18 on: March 15, 2009, 02:10:01 PM »

อยากทราบว่าสมการนี้มาได้ยังไงครับ
\mbox{mean life time} = \overline{T} = \dfrac{\int_{N=N_0}^{N=0}tdN}{\int_{N=N_0}^{N=0}dN}
« Last Edit: March 15, 2009, 02:16:41 PM by ปิยพงษ์ - Head Admin » Logged
Great
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1123


물리학 아름답다 ฟิสิกส์คือความสวยงาม


« Reply #19 on: March 15, 2009, 03:43:22 PM »

อยากทราบว่าสมการนี้มาได้ยังไงครับ
\mbox{mean life time} = \overline{T} = \dfrac{\int_{N=N_0}^{N=0}tdN}{\int_{N=N_0}^{N=0}dN}
นี่ก็คือการหาค่าเฉลี่ยของปริมาณทั่วๆไปอยู่แล้วครับ
อย่างเช่น เรารู้ว่านิยามค่าเฉลี่ยของx เป็น
\bar{x} = \dfrac{\sum\limits_{i = 1}^n {f_i x_i } }{\sum\limits_{i = 1}^n {f_i } }
เมื่อ f_i คือจำนวนข้อมูลที่มีค่า x_i และข้อมูลมีทั้งหมด f_1 + f_2 + ... +f_n = N ตัว (n อาจไม่เท่ากับ N)
สมมติว่ามี df_i ตัวที่มีค่า x_i ถึง x_i+dx_i เราก็จะได้ว่า
\bar{x} = \dfrac{\sum\limits_{i = 1}^n {(df_i) x_i } }{\sum\limits_{i = 1}^n {df_i } }
เมื่อลิมิตให้ df_i เข้าหาศูนย์ ค่าsummation ต่างๆก็จะกลายเป็นอินทิกรัล
\displaystyle{\bar{x} = \dfrac{\int\limits_{f_1 }^{f_n } {xdf} }{\int\limits_{f_1 }^{f_n } {df} }}
ทีนี้ ถ้าประยุกต์ใช้กับของน้อง ให้ x เป็น T ก็คือหาค่าเฉลี่ยของ T และ f เป็น N (อย่าสับสนตัวแปร) ก็จะได้ว่า
\boxed{\displaystyle{\bar{T} = \dfrac{\int\limits_{N_a }^{N_b } {TdN}}{\int\limits_{N_a }^{N_b } {dN}}}}
Logged

ถ้าวิทย์แข็งแรง-->การเมืองก็แข็งแรง-->ประเทศชาติก็แข็งแรง
CUD'44 * APhO9th Ulaanbaatar MNG * CA901* Gold 10thAPhO * Silver 40th IPhO
SNSD: GG-TH SeoHyun Family & SeoRi Home
GunUltimateID
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 535



« Reply #20 on: March 15, 2009, 04:51:43 PM »

ขอบคุณครับ  Smiley
Logged
shizu_kao
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 48


« Reply #21 on: March 15, 2009, 06:32:41 PM »

มันไม่ได้ขัดกัน เพราะแต่ละคนก็บอกว่าคนที่เคลื่อนที่มีอายุน้อยกว่าเหมือนกัน  ถ้าจะเปรียบเทียบแบบให้กลับมาพบกัน จะต้องให้ทั้งคู่เคลื่อนที่กลับมาพบกันอย่างสมมาตร แล้วก็จะพบว่าอายุเท่ากัน  coolsmiley

หยุดเหมือนกัน เร่งเหมือนกัน หน่วงเหมือนกัน ...

สมมติผมคือนาย Great อยุ่กรอบ G มองนาย a และ b เดินออกจากกันด้วยอัตราเร็วขนาดเท่ากันทิศตรงกันข้าม เวลาผ่านไป T วินาที (แน่ๆคือไม่ใช่ 3 วินาที) ผมเห็นนาย a และ b ยกธงขาว "พร้อมกัน" เหตุการณ์ที่ 1 คือนาย a ยกธง เหตุการณ์ที่2คือนาย b ยกธง
ทีนี้ เรารู้ว่า "เหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในกรอบหนึ่ง จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในกรอบอื่นที่เคลื่อนที่สัมพัทธ์กับกรอบนั้น" ดังนั้นกรอบของนาย a พบว่า เมื่อเขายกธง เขาเห็นนาฬิกานาย b ที่เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็ว v ออกไปจากเขา เพิ่งเดินไปแค่ t_b^{by\;a} = \dfrac{t_a - (v)(vt_a) /c^2 }{\sqrt{1 - (v/c)^2}} = t_a \sqrt{1 - (v/c)^2} ขณะเดียวกัน ในกรอบของนาย b เขาเห็นนาฬิกานาย a เดินผ่านไปแค่ t_a^{by \; b} = \dfrac{t_b - (v)(vt_b) /c^2 }{\sqrt{1 - (v/c)^2}} = t_b \sqrt{1 - (v/c)^2} แต่ไม่มีใครผิด เพราะว่ามันเป็นปรากฏการณ์พื้นฐานที่ว่า นาย Great เห็นสองคนยกธงพร้อมกัน ทั้งสองคนนั้นไม่มีทางเห็นอีกคนยกธงได้พร้อมกันกับเขา นั่นคือปรากฎการณ์ Loss of Simultaneity

อ่อ ขอบคุณค่ะ  Smiley
Logged
tip
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 194


« Reply #22 on: March 16, 2009, 10:21:36 PM »

วันนี้ค่าย ม.5 ได้เรียนเรื่องกระแสไฟฟ้าสลับครับ แต่อาจารย์ท่านสอนแบบใช้เรื่องจำนวนเชิงซ้อน ซึ่งผมยังไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน พยายามทวนแล้วทำความเข้าใจอยู่หลายรอบแต่ก็ยังงงอะไรอยู่นิดหน่อยครับ มีดังนี้
การหาSteady state terms มีหลักดังนี้
เขียน Complex impedance ของ R เป็น R
เขียน Complex impedance ของ C เป็น \frac{1}{j\omega C}
เขียน Complex impedance ของ L เป็น j\omega L
ต่ออันดับ หรือ ขนาน หรืออะไรแล้วแต่จะทำ หา Impedance รวมแบบพีชคณิต แล้วหากระแสเชิงซ้อน หลังจากนั้นจะหากระแสจริงๆได้จาก Imaginary part (หรือ Real part ไม่แน่ใจครับ)
ของกระแสเชิงซ้อน
เขียนโวลเตจในรูปที่ให้ Imaginary part (หรือ Real part ไม่แน่ใจครับ)เป็นโวลเตจที่โจทย์กำหนด
และใช้ประโยชน์จาก \displaystyle{a+jb=\sqrt{a^{2}+b^{2}}e^{j\tanh ^{-1}\frac{b}{a}}}

ผมสงสัยว่าหลักการพวกนี้ได้มาอย่างไรหรอครับ งง idiot2
แล้วส่วนที่ผมไม่แน่ใจนั้น(ในวงเล็บด้านบน)สรุปแล้วมันเป็นpartไหนครับ idiot2
« Last Edit: March 16, 2009, 10:34:35 PM by tip » Logged
Great
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1123


물리학 아름답다 ฟิสิกส์คือความสวยงาม


« Reply #23 on: March 16, 2009, 11:12:41 PM »

วันนี้ค่าย ม.5 ได้เรียนเรื่องกระแสไฟฟ้าสลับครับ แต่อาจารย์ท่านสอนแบบใช้เรื่องจำนวนเชิงซ้อน ซึ่งผมยังไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน พยายามทวนแล้วทำความเข้าใจอยู่หลายรอบแต่ก็ยังงงอะไรอยู่นิดหน่อยครับ มีดังนี้
การหาSteady state terms มีหลักดังนี้
เขียน Complex impedance ของ R เป็น R
เขียน Complex impedance ของ C เป็น \frac{1}{j\omega C}
เขียน Complex impedance ของ L เป็น j\omega L
ต่ออันดับ หรือ ขนาน หรืออะไรแล้วแต่จะทำ หา Impedance รวมแบบพีชคณิต แล้วหากระแสเชิงซ้อน หลังจากนั้นจะหากระแสจริงๆได้จาก Imaginary part (หรือ Real part ไม่แน่ใจครับ)
ของกระแสเชิงซ้อน
เขียนโวลเตจในรูปที่ให้ Imaginary part (หรือ Real part ไม่แน่ใจครับ)เป็นโวลเตจที่โจทย์กำหนด
และใช้ประโยชน์จาก \displaystyle{a+jb=\sqrt{a^{2}+b^{2}}e^{j\tanh ^{-1}\frac{b}{a}}}

ผมสงสัยว่าหลักการพวกนี้ได้มาอย่างไรหรอครับ งง idiot2
แล้วส่วนที่ผมไม่แน่ใจนั้น(ในวงเล็บด้านบน)สรุปแล้วมันเป็นpartไหนครับ idiot2
ให้พิจารณาดังนี้ครับ
สมมติกรณีง่ายสุดคือ R L C ต่ออนุกรมกัน ถ้าสมมติมีวงจรแรกมีแหล่งแปรตาม cos และอีกวงจรมีแหล่งตาม sin (คนละวงจร ไม่เกี่ยวข้องกัน) จะได้ว่า
วงจรแรก: \displaystyle{{1 \over C}\int {I_c dt}  + L{{dI_c } \over {dt}} + I_c R = V_o \cos \omega t}-->(1)
วงจรสอง: \displaystyle{{1 \over C}\int {I_s dt}  + L{{dI_s } \over {dt}} + I_s R = V_o \sin \omega t}-->(2)
นำ j \equiv  \sqrt{-1} คูณสมการสอง แล้วบวกกับสมการแรก จะได้วา
\displaystyle{{1 \over C}\int {\left( {I_c  + jI_s } \right)dt}  + L{{d\left( {I_c  + jI_s } \right)} \over {dt}} + \left( {I_c  + jI_s } \right)R = V_o e^{j\omega t} }
ทั้งนี้ใช้ความสัมพันธ์ของ Euler Formular e^{j \theta} = \cos \theta + j \sin \theta
และนิยามให้
I_c  + jI_s  \equiv \Im _o e^{j\omega t} -->(3) โดย  \Im _o ไม่ขึ้นกับเวลา
(เรานิยามไว้เพื่อความสะดวกในการแก้สมการข้างต้น ซึ่งคล้ายคลึงกับการสมมติคำตอบในการแก้สมการอนุพันธ์)
\displaystyle{{{\Im _o } \over C}\int {e^{j\omega t} dt}  + L\Im _o {d \over {dt}}e^{j\omega t}  + \Im _o Re^{j\omega t}  = V_o e^{j\omega t} }
\displaystyle{{{\Im _o } \over {j\omega C}} + j\omega L\Im _o  + R\Im _o  = V_o }
\displaystyle{\Im _o  = {{V_o } \over {{1 \over {j\omega C}} + j\omega L + R}}} -->(4)
ถึงสมการนี้ มันสวยงามมากถ้าเรานิยาม impedance อย่างที่น้องบอก เพราะเราสามารถตั้งสมการนี้ได้เหมือนใช้กฎของโอห์มโดยไม่ต้องพึ่งการแก้สมการยาวๆข้างต้น
ทำต่อดังนี้
\displaystyle{\Im _o  = {{V_o } \over {R + \left( {\omega L - {1 \over {\omega C}}} \right)j}} = {{V_o } \over {R^2  + \left( {\omega L - {1 \over {\omega C}}} \right)^2 }}\left( {R - \left( {\omega L - {1 \over {\omega C}}} \right)j} \right)}
\displaystyle{\Im _o  = {{V_o } \over {\sqrt {R^2  + \left( {\omega L - {1 \over {\omega C}}} \right)^2 } }}\exp \left\{ j \arctan \left( {{1 \over {\omega CR}} - {{\omega L} \over R}}\right) } \right\}}
นำกลับไปแทนค่าสมการ (3) จะได้ว่า
\displaystyle{I_c  + jI_s  = {{V_o } \over {\sqrt {R^2  + \left( {\omega L - {1 \over {\omega C}}} \right)^2 } }}\exp \left\{ j \left[ {\omega t -  \arctan \left( {{1 \over {\omega CR}} - {{\omega L} \over R}} \right)} \right] \right\}}
ซึ่งเมื่อใช้ Euler Formula กับข้างขวาของสมการ ก็จะได้กระแสไฟฟ้าของทั้งสองวงจร

แต่ระวังว่านี่เป็นของ Steady State Term เพราะจากที่เราสมมติให้  \Im _o ไม่ขึ้นกับเวลา ซึ่งถ้าต้องการพจน์ที่เป็น Transient State Term ด้วยนั้น เราต้องใช้ความสัมพันธ์ I = dq/dt แล้วแก้สมการอนุพันธ์ ซึ่งเราจะได้คำตอบในรูปทั่วไปที่เป็นสองพจน์บวกกันอยู่ แต่พจน์ Transient Term จะหายไปเมื่อเวลาผ่านไปพอสมควร ดังนั้นจึงเป็นประโยชน์ที่จะหาเฉพาะพจน์สถานะ"คงที่: Steady" แล้วละพจน์ Transient ทิ้งไป  Smiley
« Last Edit: March 17, 2009, 08:44:08 PM by Great » Logged

ถ้าวิทย์แข็งแรง-->การเมืองก็แข็งแรง-->ประเทศชาติก็แข็งแรง
CUD'44 * APhO9th Ulaanbaatar MNG * CA901* Gold 10thAPhO * Silver 40th IPhO
SNSD: GG-TH SeoHyun Family & SeoRi Home
Silver Physics
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 39


« Reply #24 on: March 16, 2009, 11:30:49 PM »

มีห้องเรียนภาคค่ำด้วยดีเหมือนกันเผื่อทำโจทย์ตอนดึกแล้วคิดไม่ออกจะได้มาถาม smitten smitten
Logged
tip
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 194


« Reply #25 on: March 16, 2009, 11:33:13 PM »

...
ให้พิจารณาดังนี้ครับ
...
แต่ระวังว่านี่เป็นของ Steady State Term เพราะจากที่เราสมมติให้  \Im _o ไม่ขึ้นกับเวลา ซึ่งถ้าต้องการพจน์ที่เป็น Transient State Term ด้วยนั้น เราต้องใช้ความสัมพันธ์ I = dq/dt แล้วแก้สมการอนุพันธ์ ซึ่งเราจะได้คำตอบในรูปทั่วไปที่เป็นสองพจน์บวกกันอยู่ แต่พจน์ Transient Term จะหายไปเมื่อเวลาผ่านไปพอสมควร ดังนั้นจึงเป็นประโยชน์ที่จะหาเฉพาะพจน์สถานะ"คงที่: Steady" แล้วละพจน์ Transient ทิ้งไป  Smiley
ลึกซึ้งได้ใจครับ Grin ขอบคุณพี่มากๆ smitten...ว่าแต่พี่ดู Gee Version GAT PAT ยัง  2funny ...
Logged
Mwit_Psychoror
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 781


Reality is the average of all illusion


« Reply #26 on: March 17, 2009, 12:52:45 AM »

โฮ่ เกรทฟิตแฮะ

ยังไงก็ขอร่วมเป็น tutor ด้วยละกัน หุหุ
« Last Edit: March 17, 2009, 12:58:30 AM by Mwit_Psychoror » Logged
Great
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1123


물리학 아름답다 ฟิสิกส์คือความสวยงาม


« Reply #27 on: March 17, 2009, 08:46:23 PM »

เรื่องไฟฟ้าตัวต้านทานเชิงซ้อนของวงจรไฟฟ้ากระแสสลับที่พี่พิมพ์เมื่อวานพี่พิมพ์ผิดไปบางจุดตอนท้ายๆนะครับ คือพี่ลึมเติม arctan กับ j ลงไปนะครับ (พอดีพี่เบลอๆน่ะครับตอนนั้นดึกแล้ว)  Grin น้องๆลองกลับไปดูใหม่นะครับ ขออภัยอย่างสูง  Smiley
Logged

ถ้าวิทย์แข็งแรง-->การเมืองก็แข็งแรง-->ประเทศชาติก็แข็งแรง
CUD'44 * APhO9th Ulaanbaatar MNG * CA901* Gold 10thAPhO * Silver 40th IPhO
SNSD: GG-TH SeoHyun Family & SeoRi Home
Mwit_Psychoror
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 781


Reality is the average of all illusion


« Reply #28 on: March 18, 2009, 01:13:45 AM »

เกรทบอกว่าให้ผมช่วยปล่อยโจทย์ให้ งั้นผมขอปล่อยโจทย์ละกันนะครับ

ประจุมวล m แขวนอยู่กับเชือกในแนวดิ่ง (มีสนามโน้มถ่วง g)  แล้วนาย A ก็ดึงประจุอีกตัวจากอนันต์เข้ามาวางไว้ที่แทนที่ประจุเดิมอยู่ โดยประจุเดิมจะถูกประจุใหม่ผลักขึ้นไปสูง h (เชือกจะเอียงไปจากแนวเดิม) ถามว่า ทั้งหมดที่กล่าวมานี้นาย A ทำงานไปเท่าไร?

(คำตอบคือ \alpha mgh จงหาค่า \alpha )
Logged
S.S.
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 166


« Reply #29 on: March 18, 2009, 06:24:53 PM »

...
(คำตอบคือ \alpha mgh จงหาค่า \alpha )
ตอบว่า \alpha = 3 หรือเปล่าครับ ถ้าถูกจะได้แสดงวิธีทำครับ
Logged
Pages: « 1 2 3 4 5 »   Go Up
Print
Jump to:  

คุณสมบัติของเด็กดี

ไม่ฟังเวลามีการนินทากัน ไม่มองหาข้อด้อยของผู้อื่น ไม่พูดนินทาเหยีบบย่ำผู้อื่น