ขอต้อนรับ ผู้มาเยือน กรุณา ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก

ล็อกอินด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่่าน และระยะเวลาใช้งาน

มีน้ำใจ ไม่อวดตัว มั่วไม่ทำ
 
Advanced search

40803 Posts in 6022 Topics- by 5961 Members - Latest Member: Gustybob
mPEC Forumหัวข้อทั่วไปการเตรียมตัวเพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศการเตรียมตัวเพื่อไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยไม่ต้องใช้ทุนรัฐบาล
Pages: 1   Go Down
Print
Author Topic: การเตรียมตัวเพื่อไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยไม่ต้องใช้ทุนรัฐบาล  (Read 50140 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
phys_pucca
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 724


วิ่งตามฝัน


WWW
« on: March 30, 2008, 03:55:05 PM »

สวัสดีครับ ผมอยู่กับชาว mPEC มาก็ตั้งสามปีแล้ว ได้ความรู้จากที่นี่มาแยะมากๆ โอกาสนี้ผมก็ขอแนะนำวิธีการ และการเตรียมตัวเพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศโดยละเอียด ไม่เฉพาะที่อเมริกาเท่านั้น แต่สามารถใช้ได้ทั่วๆไป แล้วถ้าเตรียมตัวตามที่ผมแนะนำไว้ทั้งหมดก็จะสามารถไปเรียนได้โดยไม่ต้องไปรบกวนเงินจากรัฐบาลครับ  great เริ่มเลยแล้วกัน

สิ่งที่ต้องมีถ้าอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ
1. เกรดเฉลี่ยสะสมปริญญาตรีควรได้มากกว่า 3.50 (แต่ไม่ต้องเครียดถึงขนาดต้องทำให้ได้ 3.90 หรือ 4.00)
2. คะแนนภาษาอังกฤษ TOEFL หรือ IELTS ที่ผ่านเกณฑ์ แล้วแต่มหาวิทยาลัยที่อยากเข้า
3. คะแนน GRE General Test และ GRE Subject Test
4. ความมุ่งมั่น และความพยายามครับ   smitten
หมายเหตุ ข้อสามนั้นไม่จำเป็นสำหรับผู้ที่ไม่ได้ไปอเมริกา แต่แน่นอนว่าถ้ามีคะแนน GRE ที่ดีๆเก็บไว้เวลาสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็จะได้เปรียบครับ

แหล่งเงินทุน
แล้วที่บอกว่าไม่ต้องรบกวนเงินจากรัฐบาลนั้นจะเอาเงินมาจากไหน?
แหล่งเงินทุนมีค่อนข้างมากครับ โดยเฉพาะที่อเมริกา โดยเงินที่เราได้จะเป็นเงินที่ได้จากกาเป็นผู้ช่วยสอน (TA) หรือผู้่ช่วยวิัจัย (RA)
หากเราได้ทุนนี้เขาก็จะจ่ายค่าเล่าเรียนรวมทั้งเงินเดือนให้เราครับ(ที่สำคัญคือเขาจ่ายให้มากกว่าทุนที่ได้จากรัฐบาลไทยครับ)
หากอยากไปยุโรปแหล่งเงินทุนจะต่างกันครับ เพราะแถบนั้นจะไ่ม่ค่อยมีเงิน TA หรือ RA เท่าไหร่ครับ เราจึงต้องหาทุนจากองค์กรต่างๆครับ เช่น
ทุน Erasmus Mundus
The Gates Cambridge Scholarships
ทุนจากรัฐบาล Scotland และทุนจากรัฐบาลออสเตรีย
โดยทุนที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่ไม่มีข้อผูกพันธ์ในการใช้ทุนในภายหลังทั้งสิ้น
สามารถดูแหล่งทุนเพิ่มเติมได้ที่กระทู้ รวมแหล่งทุนการศึกษาต่อต่างประเทศ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทุนเหล่านี้มีข้อเสนอที่ดีกว่าทุนรัฐบาล แล้วทำไมนักเรียนไทยส่วนใหญ่ถึงไม่ได้รับทุนเหล่านี้ คำตอบก็คือ
1. เป็นเหตุผลแบบ recursion นั่นคือต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับทุนมากพอสมควร ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ เมื่อคนส่วนใหญ่ไม่รู้ ข้อมูลที่บอกต่อกันก็มีน้อย ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ แล้วก็ำทำให้ข้อมูลที่บอกต่อกันมีน้อย ...  2funny
2. ต้องมีการเตรียมตัวที่หนัก และอาศัยความพยายาม อย่าลืมว่าคนที่อยากไปเรียนต่อต่างประเทศมีจำนวนมาก แต่คนที่พยายามเพื่อให้ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศนั้นมีน้อยว่ามากๆๆ
3. การสมัครทุนเหล่านี้ผู้สมัครต้องมีคะแนนสอบต่างๆและทุกอย่างที่คนให้ทุนอยากได้ ตามที่กล่าวไว้แล้ว ก่อนที่จะสมัคร แต่นักเรียนไทยส่วนใหญ่จะไม่ได้สอบเตรียมไว้ แต่จะใช้วิธีสอบทุนรัฐบาลให้ได้ก่อน แล้วค่อยสมัครทีหลัง ก็เลยต้องรับทุนรัฐบาล
4. ไม่แน่ใจว่าเิงินที่ได้พอสำหรับใช้หรือไม่ คำตอบคือ ได้มากกว่าครับ Grin

ก็จะเห็นได้ว่าการเตรียมตัวเป็นสิ่งสำคัญในการไปเรียนต่อ เตรียมตัวพร้อมกว่าก็มีโอกาสได้มากกว่าครับ

การเตรียมตัวเพื่อให้ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ
หากได้อ่านที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่ต้นก็จะรู้ว่าการเตรียมตัวสำคัญมากแค่ไหนนะครับ ดังนั้นผมแนะนำให้เตรียมตัวไว้ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยปี 1 หรืออย่างช้าก็ ปี 2 ครับ ดังนั้นผมจะแนะนำสิ่งที่ผมคิดว่าเหมาะสม โดยแบ่งเป็นสิ่งที่ควรต้องทำแยกเป็นช่วงเวลานะครับ
ปี 1
1. ขยันเรียนให้ได้เกรดดีๆครับ (ทำกิจกรรมด้วยแต่ต้องแบ่งเวลาให้ดี) ขยันแล้วก็ต้องแบ่งบันช่วยเพื่อนๆด้วยนะครับ
2. ออมเงินครับ ใช้จ่ายอย่างถูกวิธีเพื่อให้มีเงินเหลือเก็บ
3. หากมีโอกาสหรือว่ามีเวลาเหลือก็อาจจะไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มครับ หรือว่าฝึกฝนด้วยตนเองครับ

ปี 2
1. ตั้งใจเรียนให้ได้เกรดดีๆ
2. ออมเงิน
3. ต้องหาเวลาเรียนภาษาอังกฤษ หรือฝึกฝนให้มีความเชี่ยวชาญให้ได้ พยายามแบ่งเวลาให้ได้ครับ น้องๆหลายๆคนที่มีความตั้งใจเพื่อให้ได้เรียนในระดับสูงนั้นมักจะพยายามเข้ากลุ่มวิจัยของอาจารย์ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี แต่มักจะใช้เวลาที่เหลือไปกับงานนี้จนหมด ผมแนะนำให้ใ้ช้เวลาปีสองในการค้นหาตัวเองว่าชอบงานวิจัยแบบไหน เรื่องอะไรกันแน่ โดยการไปคุยกับอาจารย์หรือสอบถามจากรุ่นพี่แล้วไปหาข้อมูลเิ่พิ่มเติม จนแน่ใจแล้วว่าชอบอะไร เราก็ไปขอคำแนะนำจากอาจารย์ว่าต้องเตรียมตัวทำงานนี้อย่างไร แล้วขออาจารย์ไปศึกษาเช่นอ่านหลักการที่ต้องเ้ข้าใจอ่านผลงานวิจัยที่ผ่านมา แล้วเรียนอาจารย์ว่าเราจะยังไม่เริ่มงานแต่จะขอศึกษาก่อนเพื่อให้พร้อมในการทำงานจริงๆ แล้วไปซักถามข้อสงสัยจากอาจารย์ครับ เมื่อทำได้อย่างนี้แล้วน้องก็จะมีเวลาไปศึกษาทักษะภาษาอังกฤษเพิ่มโดยที่งานวิจัยก็ไม่ได้ทิ้งครับ

ปี 3

ปีนี้สำหรับคนที่ยังไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน มาเตรียมตอนนี้ก็ยังทันอยู่(ถ้ามีเงิน) สำหรับคนที่เพิ่งมาเตรียมตัวตอนนี้ก็ต้องรีบไปเรียนภาษาอังกฤษครับ แล้วก็สอบ TOEFL ให้ได้คะแนนดีๆก่อนจบปีสามครับ ส่วนคนที่วางแผนแต่เนิ่นๆก็สามารถทำตามนี้ได้
1. สอบ TOEFL ให้ได้คะแนนดีๆ หากเก็บเงินไว้เยอะก็ลองสมัครเผื่อไว้สักสองรอบก็ได้ครับ ครั้งแรกเอาไว้ลองสนามรบ
2. ท่องศัพท์สำหรับ GRE General Test ให้เยอะๆครับไว้ใช้สำหรับส่วน Verbal ส่วนในส่วนของ Qualitative คิดว่าชาว mpec คงทำได้สบายอยู่แล้ว รายละเอียดไว้เล่าอีกกระทู้แล้วกันครับ
3. ขยันทำงานวิจัย หรือคำโครงการต่างๆให้ได้ผลดีครับ แล้วนำผลงานที่ได้ไปนำเสนอตามที่ประชุมต่างๆ
4. ถ้าเหนื่อยก็ทนครับ  great แต่ไม่ต้องเครียดมาก

ปี 4

ปีนี้เป็นปีออกศีกครับ ต้องทำทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วรู้ผลกันปีนี้เลย
1. ต้องสอบ GRE Subject Test ให้ได้คะแนนดีครับ Subject test จะสอบแค่ปีละไม่กี่ครั้ง ช่วงที่คนไปสอบเยอะก็เป็นเดือนตุลาคม กับพฤศจิกายนครับ
2. ต้องมีคะแนน(ดีๆ)รอพร้อมอยู่ในมือแล้ว
3. พอสักเดือนตุลาคมก็ต้องเิริ่มตามข่าวมหาวิทยาลัยในฝันครับ ว่าจะเปิดรับสมัครเมื่อไร แล้วปิดรับเมื่อไร ทำเป็นตารางไว้ครับจะได้ไม่ลืม
4. พอเดือนพฤศจิกายนก็เริ่มสมัครได้แล้วครับ

สรุปสั้นๆคือ สี่ปีที่เรียนมหาวิทยาลัยต้องขยันเรียนให้ได้คะแนนดีๆ ฝึกทักษะภาษาอังกฤษให้แม่น แล้วสอบให้ได้คะแนน TOEFL, GRE General, และ GRE Subject ดีๆ และสร้างผลงานในโครงการวิจัยหรืออะไรที่คล้ายๆกันให้ได้ผลงานที่ดี เท่านี้ก็ได้แล้วครับ ที่ผมบอกไว้ข้างต้นเป็นเพียงแค่ัตัวอย่างตารางการเตรียมตัว ไม่จำเป็นต้องทำตามทั้งหมด ดังนั้นคิดวิธีการเตรียมตัวตามที่เราถนัดครับ แต่อย่าลืมว่ายิ่งเตรียมเร็วเท่าไรยิ่งได้เปรียบเท่านั้นครับ

การเตรียมตัวสำหรับการสมัครเรียน
เมื่อเรามีสิ่งที่จำเป็นสำหรับการสมัครเีรียนเรียบร้อยแล้ว เราต้องมาทำให้สิ่งที่เราเตรียมมานั้นมีคุณค่าขึ้นมา นั่นคือนำมาใช้ในการสมัครเรียน แต่หากเราสอบ TOEFL และ GRE แล้ว แต่คะแนนยังไม่ออกเราสามารถสมัครก่อนได้ครับ แล้วจึงส่งคะแนนไปให้ทางมหาวิทยาลัยตามไปหลังจากได้รับคะแนนครับ

สิ่งที่เราต้องรู้ก่อนสมัครคือ ความสนใจของตนเองว่าเราสนใจทางด้านไหน สิ่งนี้จะเป็นตัวบ่งบอกว่าเราจะต้องสมัครเีรียนที่ใดบ้าง เพราะมหาวิทยาลัยแต่ละที่นั้นจะมีความโดดเด่นในแต่ละสาขาต่างกัน ดังนั้นเราไม่ควรเลือกมหาวิทยาลัยตามความโด่งดังเช่นเลือกเพราะเป็น Stanford เลือกเพราะเป็น Harvard แต่ให้เลือกเพราะที่เหล่านั้นมีกลุ่มวิจัยที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับทางด้านที่เราสนใจ โดยสิ่งเหล่านี้สามารถดูได้จาก website ของภาควิชานั้นๆได้ แต่หากเราไม่รู้จักชื่อมหาวิทยาลัยเลย แนวทางที่เราจะหาชื่อมหาวิทยาลัยเหล่านั้นมาก็คือ 1. สอบถามจากอาจารย์ และ 2. หาจากบริษัทเอกชนที่จัดลำดับมหาวิทยาลัย เช่น US News และ Princeton Review โดยสถาบันเหล่านี้จะจัดลำดับโดยใช้เกณฑ์ต่างๆ และลงย่อยไปตามสาขาย่อยด้วย โดยเราควรเลือกมาสัก 10 มหาวิทยาลัย แล้วนำชื่อสถาบันที่ได้มาคัดออกให้เหลือสัก 4 - 6 สถาบันเพื่อสมัครจริง โดยการคัดออกให้เราลองเข้าไปดูรายละเอียดสถาบันนั้นๆใน website ของพวกเขา ว่าเขาถนัดทางด้านที่เราสนใจหรือไม่และมากน้อยเพียงใด อัตราการแข่งขันสูงไปไหม เราชอบบรรยากาศของที่นั่นหรือไม่ และที่สำคัญคือเขามีทุนสนับสนุนให้เราหรือไม่ฯลฯ

หลังจากเราได้ชื่อมหาวิทยาลัยแล้ว เราก็ต้องหาข้อมูลที่จำเป็นต่างๆจากทาง website ดังนั้น
1. คุณสมบัติของผู้ที่จะสามารถสมัครได้ เช่น เกณฑ์ต่ำสุดของคะแนนสอบ TOEFL, GRE General, และ GRE Subject และเกรดเฉลี่ยสะสม เป็นต้น
2. กำหนดการเริ่มและสิ้นสุดการรับสมัครสอบ
3. เอกสารต่างๆที่ต้องใช้ในการสมัคร เช่น ใบสมัคร, ใบรับรองจากอาจารย์ (recommendation), ใบแสดงผลการศึกษา(transcript), เรียงความแสดงความสนใจทางด้านที่สมัครของเรา (Statement of Purpose), และคะแนนสอบ

โดยเราควรสร้างตารางตรวจสอบว่าเราต้องทำอะไรบ้าง และเราได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง ตารางนี้จะ่ช่วยเราได้มากในการเตรียมตัวให้ครบถ้วนและทันเวลาครับ  great และเราควรจะต้องเตรียมสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆครับ เพราะใบสมัครที่มีคุณภาพจะใช้เวลาดำเนินการประมาณสองสัปดาห์ต่อมหาวิทยาลัยครับ

การสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นจะเป็นการสมัครทาง internet ทั้งสิ้น (99.98%) เอกสารต่างๆจึงสามารถส่ง online ได้ รวมทั้ง recommendation จากอาจารย์ โดยระบบของแต่ละมหาวิทยาลัยจะคล้ายๆกัน โดยค่าธรรมเนียมในการสมัครสอบจะอยู่ที่ประมาณ 50$ - 100$ ต่อมหาวิทยาลัย buck2 (นี่เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ผมแนะนำให้ออมเงินตั้งแต่เนิ่นๆ) แต่ transcript เราต้องส่งจดหมายไปซึ่งหากเราจัดการเร็วเราสามารถส่ง transcript ไปทางจดหมายลงทะเบียนของทางไปรษณีย์ไทยได้ โดยค่าใช้จ่ายจะไม่เกิน 100 บาท และใช้เวลาไม่เกินสองสัปดาห์ แต่หากเราต้องรีบส่งให้ถึงด่วนมากๆผมแนะนำบริการ DPEX โดยจะเป็นบริการส่งด่วนที่รวดเร็ว ติดตามได้ และประหยัดทีสุดเมื่อคิดถึงบริการต่างๆเทียบกับราคา (ตอนผมส่งราคาอยู่ที่ 675 บาทครับ) โดยเขาจะมารับเอกสารที่เราเองและจะใช้เวลาส่งประมาณ 3-4 วันทำการครับ (ใครเจอบริการที่ดีกว่านี้กรุณานำมาแบ่งปันด้วยนะครับ) ระบบการสมัครส่วนใหญ่แล้วเราจะสามารถตรวจสอบได้ว่าเอกสารต่างๆของเราไปถึงมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้วหรือยังครับ

ข้อมูลอื่นๆที่เป็นประโยชน์


« Last Edit: June 03, 2008, 10:53:09 AM by phys_pucca » Logged

icon adore  PHYSICS NEVER DIE
Nature uses only the longest thread to weave her patterns, so each small piece of her fabric reveals the organization of the entire tapestry. ; Richard P. Feynman

อย่าท้อ อย่าหยุด อย่าเบื่อ ; psaipetc
ปิยพงษ์ - Head Admin
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 6176


มีน้ำใจ ไม่อวดตัว มั่วไม่ทำ


WWW
« Reply #1 on: March 30, 2008, 04:10:53 PM »

เขาสมัครสอบ TOEFL, IELTS และ GRE กันที่ไหนหรือ  Grin
Logged

มีน้ำใจ ไม่อวดตัว มั่วไม่ทำ
phys_pucca
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 724


วิ่งตามฝัน


WWW
« Reply #2 on: March 30, 2008, 05:27:03 PM »

เขาสมัครสอบ TOEFL, IELTS และ GRE กันที่ไหนหรือ  Grin

เขาสมัครผ่านทาง website ครับ
TOEFL -> http://www.toefl.org
GRE -> http://www.ets.org/gre/
IELTS -> http://www.britishcouncil.org/th/thailand-exams-ielts.htm

เดี๋ยวผมจะเขียนรายละเอียดการสมัคร และรูปแบบการสอบแยกไว้อีกกระทู้ครับ  icon adore
Logged

icon adore  PHYSICS NEVER DIE
Nature uses only the longest thread to weave her patterns, so each small piece of her fabric reveals the organization of the entire tapestry. ; Richard P. Feynman

อย่าท้อ อย่าหยุด อย่าเบื่อ ; psaipetc
เกียรติศักดิ์
Administrator
neutrino
*****
Offline Offline

Posts: 296


:)


WWW
« Reply #3 on: April 20, 2008, 08:41:19 AM »

ขอบคุณครับ smitten smitten smitten
Logged

Scientia gaza inaestimabilis est.
phys_pucca
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 724


วิ่งตามฝัน


WWW
« Reply #4 on: May 17, 2008, 11:26:51 PM »

ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มหามหาวิทยาลัยอย่างไรดี ก็ลองเข้าไปดูชื่อที่นี่ดูก่อนครับ
http://grad-schools.usnews.rankingsandreviews.com/grad/phy/search/
เป็น ranking ที่ US News จัดไว้ครับ  coolsmiley
Logged

icon adore  PHYSICS NEVER DIE
Nature uses only the longest thread to weave her patterns, so each small piece of her fabric reveals the organization of the entire tapestry. ; Richard P. Feynman

อย่าท้อ อย่าหยุด อย่าเบื่อ ; psaipetc
void
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 43

สรรพสิ่งล้วนว่างเปล่า ทุกคนอยู่ในโลกของการหลอกลวง


« Reply #5 on: June 08, 2008, 07:23:47 PM »

ขอบคุณมากครับ  Smiley
Logged
nklohit
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 268



« Reply #6 on: June 08, 2008, 08:45:26 PM »

ขอบคุณมากครับ  smitten
Logged

It seems that if one is working from the point of view of getting beauty in one's equations, and if one has really a sound insight, one is on a sure line of progress. ------------------------------ Paul Dirac
phys_pucca
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 724


วิ่งตามฝัน


WWW
« Reply #7 on: June 12, 2008, 07:49:08 PM »

วิธีเตรียมตัวมาศึกษาต่อโท-เอกในอเมริกา และการขอทุน ของศาสตราจารย์ ดร.เมธี เวชารัตนา ครับ เขียนไว้ดีมาก ผมเลยขอเอามาแปะให้พวกเราได้อ่านกันครับ

วิธีเตรียมตัวมาศึกษาต่อโท-เอกในอเมริกา


การมาศึกษาต่อโท-เอกในอเมริกานั้น ฟังดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องที่พวกเรารู้ดีกันอยู่แล้ว เนื่องจากพวกเราส่วนใหญ่ก็เริ่มต้นชีวิตที่นี่ด้วยการมาศึกษาต่อกันเกือบทุก คน ซึ่งรวมทั้งตัวผมเองด้วย หลายท่านคงสงสัยว่าแล้วผมทำไมถึงเลือกเขียนเรื่องนี้ สาเหตุก็มาจากที่ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา มีพี่ๆหลายคนพาลูกหลานมาปรึกษาเรื่องการสมัครเข้าเรียนโท-เอกที่มหาวิทยาลัย ที่ผมสอนอยู่และสอบถามถึงโอกาสและวิธีที่จะได้รับทุนด้วย นอกจากนี้ ในช่วงปี 1990-2006 ที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมช่วยพัฒนาอุดมศึกษาและสร้างระบบการให้ทุนทำ วิจัยของไทยนั้น ก็ได้เห็นถึงสภาพและวิธีการเตรียมตัวมาศึกษาต่อของนักศึกษาไทยสมัยนี้ว่า ขาดการแนะนำและความเข้าใจถึงระบบการศึกษาของอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่นี่ ในฐานะที่ผมเป็นอาจารย์ที่นี่มา 26 ปีและในปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง Associate Chair for Graduate Studies ของภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมของที่มหาวิทยาลัย จึงคิดว่าบทความนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อพี่น้องคนไทยที่นี่ ที่อาจจะมีลูกหลานมาเรียนต่อโท-เอกในสหรัฐ จะได้เตรียมตัวให้ตรงกับระบบการรับนักศึกษาที่นี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการขอทุนการศึกษา

ณ วันนี้ ค่าเล่าเรียนระดับปริญญาโท-เอก (Graduate School) ในสหรัฐแพงมาก ขนาดมหาวิทยาลัยระดับ Second Tier อย่าง NJIT (New Jersey Institute of Technology) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ (State University) ยังสูงถึงประมาณ $45,000 ต่อปี (ตัวเลขนี้ได้มาจากงบทุนที่ผมให้กับนักศึกษาปริญญาเอก 11 คนที่ผมดูแลอยู่ ซึ่งรวมค่าเล่าเรียน –Tuition สองเทอม กับค่าใช้จ่ายอีก 12 เดือน –Stipend) จะเห็นว่าถ้าเอาเงินจากเมืองไทยมาจ่าย พ่อแม่ของเด็กส่วนใหญ่คงกุมขมับไปหลายวัน เพราะฉะนั้น ถ้าเด็กไทยมีโอกาสรับทุนที่นี่ได้ ก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีมาก พ่อแม่ก็ไม่ต้องเหนื่อยมาก และประเทศไทยก็ไม่ต้องขาดดุลการค้าเอาเงินมาเสียเป็ยค่าเล่าเรียนที่นี่ ดังนั้นการรู้จักเตรียมตัวเพื่อมาเรียนต่อจึงมีความสำคัญทีเดียว

หลักฐานที่ต้องใช้ในการสมัครเรียนต่อโท-เอก

โดยทั่วๆไป หลักฐานที่ต้องใช้ในการสมัครเรียนต่อระดับโท-เอกมีดังต่อไปนี้


   1. ใบสมัคร (ปัจจุบัน เกือบทุกมหาวิทยาลัยมีระบบให้สมัคร on-line ได้)
   2. ค่าสมัคร (Nonrefundable fee) ถ้าไม่ส่งมาด้วย ใบสมัครจะไม่ถูก process
   3. Official Transcripts (ต้องส่งตรงจากมหาวิทยาลัยที่จบมาให้กับมหาวิทยาลัยที่จะสมัคร)
   4. คะแนน TOEFL
   5. คะแนน GRE (ถ้าสมัคร MBA ต้องส่งคะแนน GMAT แทนคะแนน GRE)
   6. จดหมาย Recommendation จากอาจารย์หรือ Supervisors ที่เคยทำงานด้วย จำนวน 3 ฉบับ
   7. Statement of Purpose หรือบทความเล่าถึงเหตุผลที่เลือกมหาวิทยาลัยและสาขาวิชานี้
   8. Bank Statement ที่มีตัวเลขวงเงินพอจะจ่ายค่าเล่าเรียนได้


เนื่องจากหลักฐานที่ต้องการนี้ บางอย่างก็เป็นของง่ายๆตรงไปตรงมาอย่างเช่น Bank Statement หรือ Transcripts ผมจะขอเขียนแต่ส่วนที่คิดว่าบางท่านอาจจะไม่ทราบอย่างเช่น คะแนน TOEFL และ GRE เป็นต้น

คะแนน TOEFL

เมื่อ 26 ปีก่อนตอนผมมาเป็นอาจารย์ใหม่ๆ คะแนน TOEFL นั้นถึงแม้จะ Require แต่ก็ไม่เข้มงวดเหมือนในปัจจุบันนี้ จำได้ว่านักศึกษาไทยกลุ่มแรกที่ผม Recruit และให้ทุนมาเรียนปริญญาเอกจำนวน 10 ท่านนั้น บางท่านคะแนน TOEFL ต่ำกว่า minimum requirement (สมัยนั้น require แค่ 500 เท่านั้น) มีท่านหนึ่งไม่ได้สอบ TOEFL มาด้วยซ้ำ ก็ยังช่วยให้เข้าเรียนได้ และก็จบกลับไปทำงานที่เมืองไทยมาร่วมเกือบ 20 ปีแล้ว ถึงแม้ว่าพวกเราที่นี่จะช่วยให้น้องๆเหล่านี้เข้าเรียนได้ ปัญหาที่ตามมาภายหลังก่อนนักศึกษาเหล่านี้จะจบก็คือปัญหาภาษาอังกฤษ ขนาดเขียน Thesis กันไม่ออกหรือเขียนแล้วอ่านไม่รู้เรื่อง ซึ่งก็กลายมาเป็นปัญหาของผมคนที่เอาเขาเข้ามาเรียน ผมเลยต้องมานั่งช่วยเขียน Thesis ให้นักศึกษาสองสามคนนี้

ปัจจุบันนี้ คะแนน TOEFL มีความสำคัญมากทีเดียว ถ้าคะแนนไม่ถึงตาม minimum requirement แฟ้มใบสมัครจะค้างอยู่ที่ Admission Office จะไม่ถูกส่งมาที่ภาควิชา Minimum requirement ก็เพิ่มขึ้นไปเป็น 550 จากเมื่อก่อนแค่ 500 เท่านั้น การสอบ TOEFL ได้พัฒนาไปหลายรูปแบบในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากจะสอบกันแบบสมัยก่อนซึ่งใช้เขียนกันบนกระดาษข้อสอบ เดี่ยวนี้ใช้สอบกันทาง Computer และล่าสุดใช้สอบกันบน Internet คะแนนในแต่ละระบบก็ไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น คะแนน TOEFL 550 ที่ผมกล่าวถึงเมื่อกี้นี้ จะเท่ากับ 213 ถ้าสอบแบบ Computer และจะเท่ากับ 79 ถ้าสอบแบบ Internet คะแนนระดับนี้เป็นคะแนนสำหรับมหาวิทยาลัยชั้นกลาง (Second tier) ถ้าต้องการเข้ามหาวิทยาลัยระดับ top ten TOEFL ต้องได้ไม่ต่ำกว่า 600 ขึ้นไป

การเตรีมตัวสอบ TOEFL สำหรับนักศึกษาไทยในปัจจุบันนี้ มักจะต้องไปเรียนพิเศษกัน ผมอยากจะขอแนะนำให้เตรียมตัวอีกแบบหนึ่ง ข้อสอบ TOEFL เป็นการวัดภาษาพื้นฐานทั่วไปเท่านั้นว่าฟัง อ่าน เขียนได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็จะมีปัญหาตอนเข้าเรียนในชั้นเพราะฟังอาจารย์ไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นผมขอแนะให้ลองเตรียมตัวดังต่อไปนี้


   1. ฝึกอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษทุกวัน วันละหนึ่งบทความสั้นๆ ในระยะแรกอาจจะต้องเปิด Dictionary บ่อยสักหน่อย แต่พออ่านไปสักพัก ก็จะเปิดน้อยลงเอง เพราะภาษาที่ใช้เขียนนั้นจะเป็นภาษาที่ใช้สื่อกันทั่วๆไป ศัพท์ที่ออกเป็นข้อสอบ TOEFL นั้นมักเป็นศัพท์ใช้งานธรรมดา ถ้ารู้สึกว่าหนังสือพิมพ์ยากเกินไป อาจเลือกอ่านหนังสือ Reader Digest หรือ Times หรือ Newsweek Magazine แทนก็ได้ วิธีอ่านบทความในวารสารหรือหนังสือพิมพ์เหล่านี้มีสองขั้นตอน ขั้นแรกอ่านเพื่อเอาใจความ แน่นอนถ้าไม่รู้ศัพท์ก็ต้องทนเปิด Dictionary หน่อย เชื่อผมเถิด เปิดไม่นานหรอก ศัพท์ก็จะซ้ำๆกัน พออ่านจบจับความได้ว่าเขาเขียนอะไรแล้ว ก็มาถึงขั้นที่สอง กลับไปเริ่มต้นใหม่ คราวนี้อ่านทีละประโยค จับใจความว่าเขาหมายถึงอะไร แล้วดูรูปประโยคที่เขาเขียน แล้วลองเขียนเองดูบ้างว่าถ้าเราต้องการสือความหมายอย่างเดียวกัน เราจะใช้คำศัพท์และเขียนรูปประโยคแบบเดียวกันอย่างเขาหรือไม่ ลองทำอย่างนี้สักพัก ภาษาเขียนของคุณจะดีขึ้นทันตาเห็น บทความในหนังสือ Times กับ Newsweek Magazine ใช้ภาษาดีมาก ผมค่อนข้างมั่นใจว่า ถ้าทำตามที่แนะนำ คุณจะทำคะแนน TOEFL ได้ดีแน่ๆ และก็อาจไม่จำเป็นต้องเสียเงินเสียเวลาไปเรียนพิเศษ

   2. การฝึกฟังภาษาอังกฤษ (Listening) การฟังค่อนข้างจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับนักศึกษาไทยของเราโดยเฉพาะถ้าฝรั่งพูด เร็วๆอย่างพวกชาวนิวยอร์ก หรือพวกที่ชอบใช้ภาษา Slang วิธีเตรียมตัวก็หนีไม่พ้นการฝึกฟังภาษาอังกฤษจากช่องข่าวต่างๆเช่น CNN, MSNBC, FOX, BBC หรือ VOA (Voice of America) เป็นต้น เวลาฟังต้องหัดจับใจความว่าเขาพูดอะไรบ้าง เวลาสอบ TOEFL จะมี Section ที่ให้ฟังแล้วตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ อีกวิธีหนึ่งในการฝึกการฟังคือฟังจาก Tape โดยมีเอกสารประกอบพร้อมทั้งคำถามประกอบแบบที่เหมือนกับการสอบจริงเลย Tape เหล่านี้อาจจะหาฟังหรือขอยืมมาฟังได้จาก AUA หรือ ห้องสมุด British Council

   3. การฝึกทำข้อสอบเก่าๆ เนื่องจาก TOEFL เป็นการวัดพื้นความรู้ภาษาอังกฤษแบบใช้งาน ศัพท์และ Grammar ที่ออกในข้อสอบจึงค่อนข้างจะง่ายและเป็นภาษาที่เห็นกันในชีวิตประจำวัน จึงไม่ยากแบบที่ออกใน GRE หรือ GMAT การทำข้อสอบเก่าๆบ่อยๆจะช่วยทำให้ได้คะแนนสูงขึ้นอย่างแน่นอน เด็กนักศึกษาจากประเทศจีนในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาได้คะแนน TOEFL สูงมาก ผมมีโอกาสถามนักศึกษาเหล่านี้ว่าเขาเตรียมตัวอย่างไร ส่วนมากจะฝึกทำข้อสอบเก่าๆกันอย่างจริงจังจนเกือบจำโจทย์ที่ถามได้เลย คะแนน TOEFL ของนักศึกษาเหล่านี้ล้วนแต่เกิน 600 ขึ้นไปเกือบทุกคน เนื่องจากเป็นการเตรียมสอบโดยวิธีจำเอา นักศึกษาเหล่านี้ถึงแม้คะแนน TOEFL จะสูง แต่ก็มีปัญหาสือกับอาจารย์ที่นี่ไม่ค่อยได้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งการพูดและการเขียน แต่เนื่องจากคะแนน TOEFL สูง จึงไม่มีปัญหาตอนรับเข้าเรียนหรือตอนพิจารณาให้ทุน

   4. วิธีเลี่ยงถ้าได้คะแนน TOEFL ต่ำ ถ้าไม่ต่ำมากนักเช่นคะแนนอยู่ระหว่าง 525-549 ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยที่ผมสอนอยู่ ผมก็จะขอร้องให้อาจารย์ภาคภาษาอังกฤษโทรศัพท์คุยกับนักศึกษาโดยตรง หลังจากคุยกันแล้วก็ขอให้อาจารย์ท่านนั้นช่วยเขียนยืนยันว่านักศึกษาคนนี้ ถึงแม้คะแนนจะต่ำกว่า Minimum Requirement แต่สามารถฟังและสื่อ หรือ Communicate ได้ จดหมายรับรองนี้เป็นการประเมิน English Proficiency แบบ Oral Exam แบบไม่เป็นทางการหรือ Unofficial ทาง Admission Office มักจะยอมรับแทนคะแนน TOEFL ที่ต่ำกว่า Minimum Requirement อีกวิธีหนึ่งที่ทาง Admission อาจจะยอมรับแทนคะแนน TOEFL คือ ESL หรือการมาเรียนภาษาอังกฤษกับโรงเรียนภาษาก่อน ถ้าสอบผ่านเกรดที่กำหนดไว้ได้ก็อาจจะใช้แทนคะแนน TOEFL ได้ ข้อยกเว้นทั้งสองที่กล่าวมานี้ไม่ได้เป็นวิธีอย่างเป็นทางการ แต่เป็นวิธีเลี่ยงซึ่งต้องมีคนช่วยวิ่งติดต่อให้ หรือถ้าหากว่าตัวนักศึกษาเกิดบังเอิญมาอยุ่ที่นี่แล้ว ใจกล้าๆเดินเข้าไปขอคุยกับ Director of Graduate Studies ของสาขาวิชานั้นๆ หรือคุยกับ Dean of Graduate Studies ก็ได้ ถ้าหากคุยกันรู้เรื่องเขาก็อาจจะยกเว้นเรื่องคะแนน TOEFL ให้

   5. คะแนน TOEFL กับการได้รับทุน TA หรือ RA (Teaching Assistant หรือ Research Assistant) สำหรับนักศึกษาที่สนใจจะรับทุน TA หรือ RA จากมหาวิทยาลัยนั้น ต้องมีคะแนน TOEFL อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า Minimum Requirement ถ้าต่ำกว่าก็ไม่มีสิทธิ์รับทุนเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวสอบ TOEFL ให้ได้คะแนนสูงๆจึงมีความสำคัญทีเดียวถ้าคิดจะขอทุนจากมหาวิทยาลัย

   6. ควรสอบ TOEFL เมื่อไร? เพื่อให้ได้คะแนนสูงตามที่หลายๆมหาวิทยาลัยตั้งไว้ นักศึกษาควรจะสอบ TOEFL สักสองหรือสามครั้งก่อนที่จะเริ่มสมัคร อย่าลืมว่าถ้ายังไม่มีคะแนน TOEFL กับ GRE (หรือ GMAT) การพิจารณาตอบรับก็จะหยุดค้างอยู่ที่แผนก Admission จนกว่าเอกสารทั้งหมดพร้อม แฟ้มใบสมัครจึงจะถูกส่งไปยังภาควิชาเพื่อพิจารณา โดยปกติแล้วนักศึกษาน่าจะเริ่มสอบ TOEFL ประมาณหนึ่งปีก่อนที่จะเริ่มสมัครเรียน ผมได้มีโอกาสพบกับนักศึกษาหลายคนที่มาขอคำแนะนำ หลายท่านสอบผ่านได้รับทุนของรัฐบาลไทยให้มาเรียนโท-เอก แต่ไม่มีคะแนน TOEFL กับ GRE (หรือ GMAT) พอผมถามว่าสมัครสอบหรือยัง บางท่านตอบว่าต้องรอเรียนพิเศษก่อนแล้วถึงจะไปสมัครสอบ ซึ่งพอเรียนภาษาเสร็จ เวลาหนึ่งปีที่รัฐบาลให้หาโรงเรียนเรียนต่อก็หมดพอดี ทุนที่สอบได้ก็หลุดไป ทำให้ผู้ดูแลโครงการต้องกลับไปเริ่มรับสมัครเด็กกันใหม่ ทำให้โครงการและโปรแกรมที่วางแผนไว้ต้องล่าช้าไปด้วย


การเตรียมตัวสอบ GRE

ข้อสอบ GRE แบ่งเป็น 3 parts ดังต่อไปนี้คือ Verbal Mathematic กับ Analytical ส่วนที่ 1 และ 2 มีคะแนนเต็มส่วนละ 800 สำหรับส่วนที่ 3 นั้นคะแนนเต็ม 6 คะแนน GRE ที่มหาวิทยาลัยระดับ Second tier จะรับนั้น part ที่ 1 และ 2 รวมกันควรอยู่ประมาณ 1100-1250 ส่วนที่ 3 ควรได้ไม่ต่ำกว่า 4 แต่ถ้าจะเข้ามหาวิทยาลัย Top Ten คะแนน GRE ของสอง part แรกรวมกันควรจะได้อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 1300 หรืออยู่ระหว่าง 1300-1500 และส่วนที่ 3 ต้องได้อย่างน้อย 5 หรือได้ 6 เลย การพิจารณาคะแนน GRE นั้นไม่ขึ้นกับ Admission Office แต่ขึ้นอยู่กับภาควิชา ถ้าคะแนน GRE ต่ำกว่าที่ควรจะได้ แต่คะแนน TOEFL ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด แฟ้มใบสมัครจะถูกส่งไปยังภาควิชาเพื่อพิจารณา ถ้าเกรด GPA ดี ภาควิชาก็อาจจะรับถึงแม้ว่าคะแนน GRE อาจจะไม่ถึงตามเกณฑ์

การเตรียมตัวสอบ GRE นั้นยากกว่า TOEFL มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง part Verbal หรือ ภาษาอังกฤษซึ่งส่วนมากเป็นศัพท์ที่ค่อนข้างยาก เพราะฉะนั้นคะแนนจาก part Math นั้นควรจะทำให้ได้ดีเพื่อคะแนนรวมของสอง part แรกจะได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องการ ส่วน part ที่ 3 Analytical นั้นก็เป็นส่วนที่น่าจะทำได้ดีเช่นเดียวกัน วิธีเตรียมตัวสอบ GRE นั้นคงต้องใช้วิธีฝึกฝนจากการทำข้อสอบเก่าเพื่อให้คุ้นกับรูปแบบของข้อสอบ บวกกับขยันท่องจำศัพท์ต่างๆ ถ้าคะแนน GRE ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ GPA ก็ควรจะสูงมากหน่อย ถ้า part Verbal ต่ำแต่คะแนน TOEFL สูง ก็ช่วยในการพิจารณาด้วย คะแนนเหล่านี้มีส่วนสัมพันธ์กัน จึงควรส่งให้ครบ

จดหมายแนะนำนักศึกษา (Letter of Recommendation)

จดหมายแนะนำนักศึกษามีความสำคัญมากโดยเฉพาะถ้ามาจากอาจารย์หรือผู้ที่มีชื่อ เสียงเป็นที่รู้จักในสาขาวิชาหรือวงการวิชาชีพนั้นๆ ถ้ามาจากอาจารย์หรือคนที่ไม่เป็นที่รู้จักในวงการ ลักษณะรูปแบบของจดหมายจะมีส่วนชี้บอกถึงน้ำหนักของจดหมาย ตัวอย่างเช่น ถ้าจดหมายเขียนมาในรูปที่ว่านักศึกษาคนนี้เรียนวิชานี้กับเขาได้เกรดดังต่อ ไปนี้ แบบนี้เป็นจดหมายธรรมดาที่ไม่มีคุณค่าหรือความหมายมากนัก แต่ถ้าจดหมายเขียนในรูปแบบที่ว่าได้รู้จักเด็กคนนี้มากี่ปี และนักศึกษาได้ทำโครงการอะไรบ้าง บุคลิก นิสัยใจคอและระบบการทำงานเป็นอย่างไร และเขามีความประทับใจกับผลงานของนักศึกษาคนนี้อย่างไร รูปแบบหลังแสดงถึงความตั้งใจที่จะแนะนำนักศึกษาในแง่ที่ดี จดหมาย Recommendation ที่มาจากเมืองไทยมักมีรูปแบบที่เป็น Format เดียวกันหมดไม่ว่าจะเป็นเด็กคะแนนดีหรือที่คะแนนต่ำ นอกจากจะมาจากอาจารย์ที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักแล้ว จดหมายส่วนใหญ่เขียนมาในรูปแบบที่ไม่ค่อยมีคุณค่าทางวิชาการมากนัก อีกปัญหาหนึ่งที่เห็นบ่อยๆสำหรับจดหมายที่มาจากเมืองไทยคือเรื่องภาษาอังกฤษ ที่เขียนมาในจดหมาย มักจะมี Grammar ผิดอยู่เสมอ จดหมายแบบนี้ทำให้ผู้ประเมินมีภาพพจน์ที่ไม่ดีต่อนักศึกษา ส่วนจดหมายจากประเทศ India นั้นมักจะเขียนดีไปหมด เด็กบางคนคะแนนเกรดต่ำมาก ก็ยังเขียนมาว่าอยู่ใน Top 5% ของชั้น การมั่วเขียนแบบนี้ทำให้จดหมาย Recommendation ไม่มีความหมาย ในปัจจุบันนี้ถ้าเป็นนักศึกษาจากประเทศ India ต้องได้ First Class ขึ้นไปเท่านั้นถึงจะรับ สิ่งที่เล่ามานี้ก็คงเป็นข้อคิดและคำเตือนสำหรับผู้ที่กำลังเตรียมตัวจะ สมัครมาเรียนต่อว่าควรจะไปขอจดหมายจากอาจารย์ท่านใดถึงจะเหมาะกับสาขาวิชา และมหาวิทยาลัยที่จะสมัคร

Statement of Purpose

ในการเขียน Statement of Purpose นั้น นักศึกษาควรเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของบทความนี้ สิ่งที่ผู้ประเมินต้องการนั้นมีสองส่วนดังนี้ คือต้องการเห็นแนวคิดของนักศึกษาในสาขาวิชาที่ต้องการศึกษาต่อในระดับบัณฑิต ว่ามีพื้นฐานอย่างไร และมีแนวคิดต่อไปในอนาคตอย่างไร แนวคิดเหล่านี้จะมีความสำคัญมากสำหรับนักศึกษาที่สมัครระดับปริญญาเอก ซึ่งมักจะแสดงถึงความสนใจส่วนตัวว่าสนใจงานวิจัยในสาขาไหนบ้างและหัวเรื่อง อะไรบ้าง ถ้าหากเขียนได้ดีและตรงกับงานวิจัยของอาจารย์ในภาควิชานั้นๆ โอกาสที่ภาควิชาจะรับก็สูงขึ้นเพราะต้องการนักศึกษาท่านนี้มาช่วยทำวิจัยกับ อาจารย์ท่านนั้นๆ เพราะฉะนั้น ก่อนที่นักศึกษาจะเขียนบทความนี้จึงควรได้ศึกษาถึงงานวิจัยของอาจารย์ในภาค วิชานั้นๆเสียก่อน ข้อมูลเหล่านี้ในปัจจุบันสามารถหาดูได้จาก website ของภาควิชาที่จะสมัคร ซึ่งมักจะมีการสรุปโครงการและงานวิจัยของอาจารย์แต่ละท่านแสดงไว้ งานวิจัยที่ได้รับการสนันสนุนจากหน่วยงานต่างๆก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าจะ ศึกษาก่อนที่จะลงมือเขียนบทความ Statement of Purpose เพราะกรรมการที่อ่านและประเมินใบสมัครมีหน้าที่ที่จะหานักศึกษามาช่วยทำงาน วิจัยของภาคที่ได้รับทุนสนันสนุนมา ผู้เขียนที่สามารถผูกความสนใจและความเชี่ยวชาญของตนให้เข้ากับงานวิจัยที่ กำลังทำอยู่ในสถาบันนั้นๆก็จะได้เปรียบกว่าผู้สมัครท่านอื่นๆ อีกส่วนหนึ่งที่ผู้ประเมินดูก็คือภาษาและความสามารถในการเขียนบทความของผู้ สมัคร ผู้สมัครที่ภาษาดีย่อมได้เปรียบกว่าผู้ที่มีปัญหาทางภาษา ดังนั้นก่อนที่จะส่งบทความนี้ไปกับใบสมัคร ผู้สมัครน่าจะให้ใครช่วยอ่านตรวจภาษาเสียก่อน อย่าส่งบทความที่มีภาษาผิดๆไปเพราะจะส่งผลลบให้ผู้ประเมินเกี่ยวกับพื้นฐาน ของผู้สมัครโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สมัครระดับปริญญาเอก

ทุนการศึกษา (Scholarship and Assistantship)

เกือบทุกปีจะมีพี่ๆและนักศึกษาไทยหลายท่านมาขอคำแนะนำเรื่องขอทุนการศึกษา ระดับบัณฑิต (ระดับปริญญาโทและเอก) ผมเลยขอเขียนสรุปไว้ในบทความนี้ สำหรับทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีนั้นถูกควบคุมโดยระดับเงินเดือนของพ่อแม่ และระบบเงินกู้เพื่อการศึกษา (Financial Aid) ซึ่งสามารถหาข้อมูลและกฏเกณฑ์ได้จาก website ของมหาวิทยาลัยต่างๆและมีระเบียบค่อนข้างมากซึ่งผมเองก็ไม่คุ้นเคยมากนัก เพราะมีหน่วงานเฉพาะของมหาวิทยาลัยที่ดูแลเรื่องนี้ สิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้เป็นระบบทุนการศึกษาระดับ ป. โทและเอกที่ผมดูแลอยู่

ทุนการศึกษาในระดับบัณฑิตมีสองแบบดังนี้ แบบ Scholarship หรือ Fellowship กับแบบ Assistantships ซึ่งสามารถแยกต่อไปเป็น Teaching Assistantship (TA) กับ Research Assistantship (RA) ระบบ Assistantship เป็นระบบที่มีทุนมากกว่าระบบแรก ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก ข้อแตกต่างระหว่างสองระบบนี้คือ Scholarship กับ Fellowship นั้นผู้ได้รับทุนได้เงินไปฟรีๆโดยไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากเรียนหนังสือเท่า นั้น ส่วนใหญ่เป็นทุนจากองค์กรหรือมูลนิธิและส่วนมากจะให้เฉพาะกับ US Citizens เท่านั้น สำหรับ TA กับ RA นั้นผู้ที่ได้รับทุนต้องทำงานสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง ถ้าเป็น RA หน้าที่หลักก็คือช่วยทำงานวิจัยที่ได้รับทุนมาจากหน่วยงานต่างๆ งานวิจัยนี้โดยมากมักจะเป็นส่วนหนึ่งของงานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาท่านนั้นๆ แต่ในบางครั้งก็ไม่เกี่ยวข้องเลยก็มี ถ้าเกี่ยวข้องโดยตรงวิทยานิพนธ์ก็มักจะเสร็จเร็วขึ้น ส่วนงาน TA นั้น ก็เป็นการช่วยสอนและตรวจการบ้านของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ช่วยคุม Lab หรือคุมสอบเป็นต้น ถึงแม้ว่างานลักษณะนี้อาจจะดูเหมือนไม่มีประโยชน์กับนักศึกษามากนักเพราะไม่ เกี่ยวข้องกับวิทยานิพนธ์เลย แต่ในความเป็นจริงนักศึกษาที่เป็น TA จะเรียนรู้ระบบการสอนซึ่งเป็นประสพการณ์ที่สำคัญเวลาสมัครเป็นอาจารย์หลัง จากจบปริญญาเอกแล้ว ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะไม่มีในนักศึกษาที่เป็น RA เลย นักศึกษาที่ได้รับทุนมาจากเมืองไทยนั้นส่วนใหญ่เรียนอย่างเดียวเลยไม่มี โอกาสที่จะได้ประสพการณ์ทางด้านระบบการสอนของมหาวิทยาลัยนั้นๆ เพราะใช้ชีวิตเป็นนักเรียนเท่านั้น ตัวผมเองในสมัยที่เรียนปริญญาเอกอยู่ที่ University of Illinois นั้นเริ่มต้นจากการเป็น RA แต่เนื่องจากที่ภาควิชาในตอนนั้นขาด TA อาจารย์ที่ปรึกษาจึงขอให้ไปช่วยสอนอยู่สองสามเทอม ซึ่งก็ทำให้ได้ประสพการณ์ที่ดี เทอมไหนต้องสอนจะรู้สึกว่าพูดคล่อง การที่ต้องบรรยายหน้าชั้นบ่อยๆก็ช่วยสร้างความมั่นใจในการเสนอผลงานวิชาการ ในตอนหลัง รวมทั้งตอนสอบวิทยานิพนธ์ด้วย นักศึกษาปริญญาเอกทุกคนที่มีผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ว่าจะเป็น RA หรือ TA จะมีประสพการณ์ในการสอนทุกคน

การให้ทุนการศึกษานั้น ถ้าเป็นตำแหน่ง TA ของมหาวิทยาลัย หรือของภาควิชามักจะให้กับนักศึกษาระดับปริญญาเอกเท่านั้น ถ้าให้กับเด็กปริญญาโทก็จะเป็นเฉพาะในกรณีพิเศษ สำหรับตำแหน่ง RA นั้น อาจารย์ส่วนใหญ่มักเลือกที่จะให้กับนักศึกษาระดับปริญญาเอก เพราะมีพื้นความรู้มากกว่าและอยู่ทำโครงการได้ต่อเนื่องถึงเกือบ 4 ปี แต่บางครั้งก็มีให้ทุนกับนักศึกษาปริญญาโทบ้าง การที่จะให้กับใครนั้นเป็นสิทธิ์ของอาจารย์ผู้ดูแลโครงการนั้นๆเท่านั้น ไม่ได้ขึ้นกับคณบดีหรือหัวหน้าภาควิชาเลย เท่าที่ผ่านมา ถ้าเป็นนักศึกษาระดับ ป. โท ที่มาศึกษาที่ NJIT หลังจากที่ภาควิชารับเข้าเรียนแล้ว ผมจะพาไปแนะนำให้กับอาจารย์ที่มีทุนวิจัยและช่วยฝากให้ทำวิจัยกับเขา ส่วนมากเกือบทุกคนก็ได้รับทุน RA จนเรียนจบ บางคนเริ่มจากปริญญาโทแล้วก็เลยได้ทุนทำเอกต่อไปด้วย โดยทั่วๆไปแล้วชื่อเสียงนักศึกษาไทยนั้นค่อนข้างดี ส่วนใหญ่ตั้งใจทำงานและเป็นที่รักใคร่ของอาจารย์ฝรั่งเกือบทุกคน เพราะฉะนั้นการขอทุนให้เด็กนักศึกษาไทยจึงมีโอกาศค่อนข้างดี การไปคุยขอทุนเป็น RA นั้นควรเตรียมตัวด้วยการศึกษาว่าอาจารย์ท่านใดในภาควิชานั้นๆที่มีทุนวิจัย และเขาทำวิจัยเรื่องอะไรอยู่ ทำการบ้านโดยหาบทความเรื่องเหล่านั้นมาอ่านก่อนที่จะไปคุยกับอาจารย์ท่าน นั้น ถ้าอาจารย์ท่านนั้นมีความรู้สึกที่ดีว่าเรามีพื้นฐานและสนใจในงานวิจัยที่ เขาทำอยู่ เขาก็มักจะชวนให้ทำวิจัยกับเขา อย่าลืมว่าอาจารย์ก็อยากได้ลูกศิษย์ที่เก่งมาช่วยทำวิจัย โดยทั่วไปแล้วนักศึกษา Full-Time ส่วนใหญ่ที่ทำปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมักจะมีทุน TA หรือ RA ให้ ดังนั้นนักศึกษาที่สนใจจะเรียนปริญญาเอกจึงไม่น่าจะต้องจ่ายเงินเรียนเอง การรับทุนทำเอกจากมหาวิทยาลัยที่นี่นั้นมีข้อดีอยู่ตรงที่ไม่ต้องมีภาระ หนี้สินที่ต้องไปใช้คืนเหมือนกับพวกที่รับทุนรัฐบาลไทยมาศึกษาต่อ นักศึกษาบางคนรับทุนมาแล้วพอเรียนจบเกิดอยากจะอยู่ทำงานที่นี่ต่อก็ต้องเจอ ปัญหาใช้ทุนคืนแพงถึงสามเท่าของเงินที่รัฐบาลให้มา ทำให้ผู้ค้ำประกันต้องปวดหัวเดือดร้อนไปตามๆกัน สรุปแล้วถ้าใครสนใจจะเรียนต่อระดับปริญญาเอกโอกาสที่จะได้รับทุนที่นี่ค่อน ข้างจะดีมาก สำหรับคนที่รับทุนรัฐบาลมาศึกษาต่อนั้นก็มีข้อดีตรงที่ว่าพอจบกลับไปก็มีงาน รออยู่แล้วไม่ต้องเป็นห่วงหรือปวดหัวเรื่องหางาน สำหรับผู้ที่ตั้งใจจะรับราชการนั้น การรับทุนมาศึกษาต่อจึงเป็นสิ่งที่ดีที่ไม่ต้องไปห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่ก่อนมาควรจะได้รับบรรจุเข้าเป็นข้าราชการเสียก่อน วิธีนี้จะได้อายุราชการในช่วงที่ลามาเรียนด้วย

ทางอ้อมในการเข้าศึกษาต่อปริญญโทในกรณีที่มีคะแนนต่ำ


ปกติแล้วนักศึกษาที่ภาควิชาต่างๆในมหาวิทยาลัยที่นี่จะรับเข้าเรียนต่อระดับ ปริญญาโทนั้นต้องมีคะแนน GPA มากกว่า 3.00 ขึ้นไป ส่วนนักศึกษาที่รับเข้าเรียนปริญญาเอกนั้น เกรดคะแนนตอนจบปริญญาโทต้องมากกว่า 3.50 ขึ้นไป สำหรับนักศึกษาที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าวนี้ก็มักจะถูกตอบปฎิเสธ วิธีที่จะเข้าศึกษาต่อปริญญาโทนั้นมีวิธีทางอ้อมดังนี้ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในสหรัฐจะมีหน่วยงานที่เรียกว่า Continuing Education Division หน่วยงานนี้มีหน้าที่จัดหลักสูตรสั้นๆที่เป็นที่รู้จักกันว่า Short courses หรือ Certificate Programs หลักสูตรเหล่านี้เข้าง่ายกว่าพวกที่เป็นแบบปริญญา โดยทั่วๆไปนักศึกษาเรียนประมาณ 4 วิชา พอสอบผ่านก็จะได้รับใบประกาศนียบัตร (Certificate) วิชาที่สอบผ่านจะมีคะแนนกับเกรดเหมือนวิชาที่เรียนตามปกติ นักศึกษาสมัครเข้าเรียนเป็นแบบไม่เอาปริญญาหรือ Nonmatriculated ถ้าหากนักศึกษาสามารถทำคะแนนอยู่ในเกณฑ์ดีเช่นได้เกรด B+ ขึ้นไปแล้วสนใจที่จะเรียนปริญญาโท บางภาควิชาอาจรับนักศึกษาเหล่านี้เข้าโปรแกรมปริญญาโทแบบ Conditionally Admitted โดยอาจจะมีข้อแม้ว่าให้ทดลองเรียนดู และ 3 วิชาแรกที่เรียนต้องได้คะแนน B+ ขึ้นไปเป็นต้น ในรูปแบบนี้ วิชาที่เรียนไปแล้วตอนที่ลง Short Course ก็สามารถนำมานับรวมด้วยเพราะมีเกรดเหมือนๆวิชาอื่นๆ เมื่อลงเรียนครบ 30 หน่วยกิตก็ครบตามหลักสูตรสามารถรับปริญญาโทได้ ทางอ้อมแบบนี้มักจะมีในมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเมืองใหญ่ และนักศึกษาที่รับเข้าเรียนในลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่คะแนนตอนจบ ปริญญาตรีไม่ดีพอ แต่มีประสพการณ์ทำงานมาหลายปีเป็นต้น สรุปแล้ววิธีนี้ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่นักศึกษาสามารถเข้าศึกษาต่อปริญญาโท ได้

ผมคิดว่าสิ่งที่เล่ามานี้น่าจะครอบคุมหลักสำคัญต่างๆในการเข้าศึกษาต่อ ปริญญาโท-เอกในอเมริกา ระบบของแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นก็ไม่เหมือนกันหมดเลยทีเดียว แต่ก็มีส่วนที่คล้ายคลึงกันมาก ท้ายนี้ผมหวังว่าสิ่งที่เขียนมานี้คงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับผู้ที่ กำลังเตรียมตัวที่จะสมัครมาเรียนต่อปริญญาโทหรือเอกในอเมริกา

ศาสตราจารย์ ดร. เมธี เวชารัตนา
Associate Chair for Graduate Studies
Department of Civil and Environmental Engineering
New Jersey Institute of Technology
Newark, New Jersey 07102
E-mail: Methi.Wecharatana@njit.edu

ที่มา : http://www.thainewyork.com/find-1172.html

ขอบคุณมากครับ  icon adore
Logged

icon adore  PHYSICS NEVER DIE
Nature uses only the longest thread to weave her patterns, so each small piece of her fabric reveals the organization of the entire tapestry. ; Richard P. Feynman

อย่าท้อ อย่าหยุด อย่าเบื่อ ; psaipetc
phys_pucca
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 724


วิ่งตามฝัน


WWW
« Reply #8 on: June 12, 2008, 07:59:48 PM »

ถึงแม้จะยาว แต่ลองอ่านดูครับ ได้ข้อคิดดีๆเยอะทีเดียว  reading great
Logged

icon adore  PHYSICS NEVER DIE
Nature uses only the longest thread to weave her patterns, so each small piece of her fabric reveals the organization of the entire tapestry. ; Richard P. Feynman

อย่าท้อ อย่าหยุด อย่าเบื่อ ; psaipetc
keaul28
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 62


« Reply #9 on: June 18, 2008, 09:25:01 PM »

ขอคำปรึกษาหน่อยนะครับ

คือตอนนี้ผมยังอยู่ ม.5 แล้วอยากจะไปเรียนต่อต่างประเทศ

อยากจะถามว่า ถ้าเตรียมตัวสอบทุนก.พ. หรือทุนคิงอะไรพวกนี้อะครับ   กับเตรียมตัวไป apply เข้าเองโดยตรง   อันไหนจะง่ายกว่ากันครับ คืออันไหนมีโอกาสมากกว่าหรือครับ
Logged
shizu_kao
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 48


« Reply #10 on: October 27, 2008, 03:58:57 PM »

ขอบคุณค่า  Smiley Smiley
Logged
shizu_kao
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 48


« Reply #11 on: April 06, 2009, 11:11:55 PM »

...
แหล่งเงินทุน
แล้วที่บอกว่าไม่ต้องรบกวนเงินจากรัฐบาลนั้นจะเอาเงินมาจากไหน?
แหล่งเงินทุนมีค่อนข้างมากครับ โดยเฉพาะที่อเมริกา โดยเงินที่เราได้จะเป็นเงินที่ได้จากกาเป็นผู้ช่วยสอน (TA) หรือผู้่ช่วยวิัจัย (RA)
หากเราได้ทุนนี้เขาก็จะจ่ายค่าเล่าเรียนรวมทั้งเงินเดือนให้เราครับ(ที่สำคัญคือเขาจ่ายให้มากกว่าทุนที่ได้จากรัฐบาลไทยครับ)
...

ขอถามเรื่องทุนTA หน่อยนะคะ  คืออยากรู้ว่าเราจะติดต่อยังไง ถ้าเราอยากจะขอรับทุน
คือเป็นผู้ช่วยสอนอาจารย์เป็นคนๆไป หรือว่าช่วยรวมๆอะคะ
แล้วทุนนี้เค้ารับนักศึกษาชั้นไหน  เข้าไปปริญญาตรีนี่เค้าจะรับรึเปล่าอะ  idiot2
แล้วทุนนี้ได้ประมาณเท่าไหร่หรอคะ คือเคยไปsearch หาดูในเน็ต ไม่มีทุนไหนพอจ่ายค่าเทอมเลย  buck2
Logged
phys_pucca
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 724


วิ่งตามฝัน


WWW
« Reply #12 on: April 07, 2009, 08:41:10 AM »

...
แหล่งเงินทุน
แล้วที่บอกว่าไม่ต้องรบกวนเงินจากรัฐบาลนั้นจะเอาเงินมาจากไหน?
แหล่งเงินทุนมีค่อนข้างมากครับ โดยเฉพาะที่อเมริกา โดยเงินที่เราได้จะเป็นเงินที่ได้จากกาเป็นผู้ช่วยสอน (TA) หรือผู้่ช่วยวิัจัย (RA)
หากเราได้ทุนนี้เขาก็จะจ่ายค่าเล่าเรียนรวมทั้งเงินเดือนให้เราครับ(ที่สำคัญคือเขาจ่ายให้มากกว่าทุนที่ได้จากรัฐบาลไทยครับ)
...

ขอถามเรื่องทุนTA หน่อยนะคะ  คืออยากรู้ว่าเราจะติดต่อยังไง ถ้าเราอยากจะขอรับทุน
คือเป็นผู้ช่วยสอนอาจารย์เป็นคนๆไป หรือว่าช่วยรวมๆอะคะ
แล้วทุนนี้เค้ารับนักศึกษาชั้นไหน  เข้าไปปริญญาตรีนี่เค้าจะรับรึเปล่าอะ  idiot2
แล้วทุนนี้ได้ประมาณเท่าไหร่หรอคะ คือเคยไปsearch หาดูในเน็ต ไม่มีทุนไหนพอจ่ายค่าเทอมเลย  buck2

ทุนนี้ไม่มีสำหรับผู้ที่กำลังจะเข้าปริญญาตรีครับ มักจะให้สำหรับผู้ที่จะเข้าปริญญาเอกครับ
การขอรับทุนก็แค่สมัครเข้าเรียน แล้วเค้าก็จะถามว่าจะรับทุนหรือไม่ ก็ตอบว่ารับไปครับ
ส่วนทุน ภาควิชามันจะเป็นคนจัดการ การมอบหมายงานก็จะทำตอนเิปิดเทอมครับ
จำนวนเิงินที่ได้ก็แตกต่างกันไป แล้วแต่มหาวิทยาลัยครับ
Logged

icon adore  PHYSICS NEVER DIE
Nature uses only the longest thread to weave her patterns, so each small piece of her fabric reveals the organization of the entire tapestry. ; Richard P. Feynman

อย่าท้อ อย่าหยุด อย่าเบื่อ ; psaipetc
shizu_kao
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 48


« Reply #13 on: April 07, 2009, 01:38:37 PM »

ทุนนี้ไม่มีสำหรับผู้ที่กำลังจะเข้าปริญญาตรีครับ มักจะให้สำหรับผู้ที่จะเข้าปริญญาเอกครับ
การขอรับทุนก็แค่สมัครเข้าเรียน แล้วเค้าก็จะถามว่าจะรับทุนหรือไม่ ก็ตอบว่ารับไปครับ
ส่วนทุน ภาควิชามันจะเป็นคนจัดการ การมอบหมายงานก็จะทำตอนเิปิดเทอมครับ
จำนวนเิงินที่ได้ก็แตกต่างกันไป แล้วแต่มหาวิทยาลัยครับ

ขอบคุณค่ะ  Smiley
Logged
Pages: 1   Go Up
Print
Jump to:  

คุณสมบัติของเด็กดี

ไม่ฟังเวลามีการนินทากัน ไม่มองหาข้อด้อยของผู้อื่น ไม่พูดนินทาเหยีบบย่ำผู้อื่น