ขอต้อนรับ ผู้มาเยือน กรุณา ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก

ล็อกอินด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่่าน และระยะเวลาใช้งาน

มีน้ำใจ ไม่อวดตัว มั่วไม่ทำ
 
Advanced search

40704 Posts in 6002 Topics- by 5781 Members - Latest Member: oSOLdoMAR
Pages: « 1 2 3 4 5 6 »   Go Down
Print
Author Topic: ข้อสอบปลายค่ายสอง 2550-51 ระดับไม่เกินม.4  (Read 44509 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
g-force-1
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 71


« Reply #15 on: March 26, 2008, 10:03:52 PM »

quote จาก พี่great ครับ
ขอบคุณมากๆครับ      

Quote
คือผมมีเรื่องอยากจะระบายนิดหนึ่งนะครับ (คือผมรู้สึกไม่สบายใจเอามากๆ )
คือวันนี้ผมไปโรงเรียนแล้วนำเรื่องนี้ไปบอกให้เพื่อนๆ(ผมไม่ได้พูดถึงแคลคูลัสนะครับ เพราะรู้ว่าเพื่อนๆที่โรงเรียนยังไม่ได้เรียนกัน) คือผมพูดเรื่องกฎของสเนลล์ และวาดรูปให้พวกเขาดู แต่ดูแล้วพวกเขานั้นจะไม่ค่อยสนใจที่ผมพูดซักเท่าไหร่ และดูท่าทางเขาจะไม่เชื่อผมเลยซะด้วยซ้ำ   แต่ก็ยังดีครับ ที่อาจารย์ที่สอนฟิสิกส์ห้องผม เห็นว่านี่คลาดเคลื่อนเยอะจริง และยืนยันว่าจะไม่เอาเรื่องนี้มาออกข้อสอบปลายภาค (แต่ถึงอย่างไร อาจารย์ฟิสิกส์ ระดับม.๕ในโรงเรียน ไม่ได้มีแค่คนเดียว ) แต่ก็นั่นแหละครับ การที่เพื่อนๆผมไม่สนใจในสิ่งที่ผมพิสูจน์ให้พวกเขาดู ทำให้ สะท้อนอะไรบางอย่างออกมากับ การศึกษาของนักเรียนมัธยมปลายไทย ที่ผมว่า นับวันเริ่มห่างไกลการพัฒนาเข้าทุกที แม้ว่า ประเทศไทยจะมีนักเรียนที่มีความสามารถ ได้เหรียญโอลิมปิกวิชาการกันทุกปี แต่ว่า นี่ก็แค่นักเรียนกลุ่มเล็กๆเท่านั้น ยังมีอีกมากที่ยังมีความเชื่อว่า "ฟิสิกส์คือวิชา จำสูตร แล้วแทนค่า" สังเกตได้จาก การที่ข้อสอบส่วนใหญ่ จะมีจำนวนข้อเยอะๆ เป็นข้อสอบแบบตัวเลือก(ปรนัย) โจทย์จะเป็นตัวเลขส่วนใหญ่ ให้พวกที่ไล่ทำวิธีจริงทำไม่ทันและได้คะแนนน้อยกว่าที่ท่องจำสูตรลัด และตัวเลือก(chioce) นั้นก็ไม่ได้คำหนึ่งถึงนัยสำคัญ สังเกตจาก เช่น โจทย์ให้นัยสำคัญมาตัวเดียวหรือสองตัว แต่คำตอบกลับมีถึงสี่ตัว(เช่น ให้ตอบเป็นทศนิยมสองตำแหน่ง) ทั้งๆที่ในเรื่องบทนำฟิสิกส์ (เรื่องแรกในฟิสิกส์ มัธยม๔) ก็ได้สอนวิธีการดูนัยสำคัญไปแล้ว (แต่ที่ผมทำข้างบน ผมเลี้ยงตัวเลขไว้ เพื่อให้เห็นชัดในการคำนวณนะครับ ^^)
และตอนนี้ เพื่อนๆผมที่โรงเรียนคงกำลังนั่งทำโจทย์ มองปลาในของเหลวหลายชั้น หลายดัชนีหักเห และมองทำมุมหกสิบองศากับแกนดิ่ง จงหาระยะลึกปรากฏ กันอยู่ ซึ่งแน่นอนว่า พวกเพื่อนๆที่ผมพูดให้ฟังในวันนี้ คงจะทำตามสูตรลัดที่พวกเขาได้จำมา แล้วถ้าไม่มีใครเปลี่ยนแปลงอะไร รุ่นน้องต่อๆไป ก็คงจะยังทำกันเช่นนี้อยู่ โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมว่านี่คงเป็นเรื่องที่ไม่ดีเอาซะเลยครับ  
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php?topic=2513.msg15747#msg15747

ผมอยากจะบอกว่า
ผมเห็นด้วยกับพี่เค้าอย่างแรงครับบบ
ทุกวันนี้ถึงจะมี สอวน สสวท แต่มันก้เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆเองครับ
เด็กไทยส่วนใหญ่ยังเรียนวิชาสายวิทย์แบบท่องจำกันอยู่เลย
ไม่สนพิสูจน์ ไม่สนที่มา ขอแค่ว่าจำสูตรได้ ใช้เป็น จบ
ซึ่งมันไม่ดีเลยครับ
ผมว่ากระทรวงควรปรับหลักสูตรได้แล้ว ไม่อย่างงั้นมันจะถอยลงเรื่อยๆ และจะเหลือคนเก่งๆในเมืองไทยน้อยลงๆทุกทีครับ

ขอบคุณครับ
  
« Last Edit: February 25, 2010, 05:32:14 PM by ปิยพงษ์ - Head Admin » Logged
NiG
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1221


no one knows everything, and you don’t have to.


WWW
« Reply #16 on: March 26, 2008, 10:22:59 PM »

วิธีทำข้อ 3 ครับ
จากรูปเราจะได้ว่า
 n_{1}\sin (\theta_1+\theta_0)=n_2\sin(\theta_0 - \theta_2)
เขียนสมการใหม่ โดยประมาณว่า \sin\theta \approx \tan \theta จะได้ว่า
\dfrac{n_1}{x_1}+\dfrac{n_1}{R}=\dfrac{n_2}{R}-\dfrac{n_2}{x_2}
จากนั้นเราแทนค่าว่า x_1 เป็นลบเราจะได้ว่า
\dfrac{n_1}{x_1}-\dfrac{n_2}{x_2}=\dfrac{n_1-n_2}{R}
และสำหรับผิวที่สองที่เป็นผิวราบเราบอกว่า R=\infty จะได้ว่า
\dfrac{n_2}{x_3}-\dfrac{n_1}{x_4}=0
จากนั้นเราบอกว่า d=x_2-x_3
แก้สมการออกมาจะได้ว่า
\dfrac{n_1}{x_1}-\dfrac{n_2}{d+x_3}=\dfrac{n_1-n_2}{R} ----------------(1)
\dfrac{n_2}{d-x_3}=\dfrac{n_1}{x_1}-\dfrac{n_1-n_2}{R}
เราบอกว่าความยาวโฟกัสนิยามมาจากการที่แสงตกกระทบเป็นแสงขนานดังนั้นจะได้ว่า
x_1\approx\infty
จะได้ว่า
x_3=d+\dfrac{n_2R}{n_2-n_1}
แทนค่าดรรชนีหักเหลงไปจะได้ว่า
x_3=d+\dfrac{nR}{n-1}
จากนั้นเอากลับไปแทนค่าในสมการของผิวโค้งผิวที่สองจะได้ว่า
x_4=\dfrac{d}{n}+\dfrac{R}{n-1}
ถ้าหากว่า d\approx 0 จะได้ว่า
x_4=\dfrac{R}{n-1}
โดยที่ x_4 นิยามว่าเป็นความยาวโฟกัสของเลนส์

สมการช่างทำเลนส์สำหรับ เลนส์บางมีสูตรเป็น

\dfrac{n_1}{x_1}+ \dfrac{n_1}{x_4}=(n_2-n_1)(\dfrac{1}{R_1}+\dfrac{1}{R_2})

สำหรับในกรณีนี้ รัศมีความโค้งของผิวสองมีค่าเยอะมาก ดังนั้น \dfrac{1}{R_2}\approx\infty
\dfrac{n_1}{x_1}+\dfrac{n__1}{x_4}=\dfrac{n_2-n_1}{R}

จากนั้นเราบอกว่า x_1\approx\infty จะได้
f=\dfrac{R}{n-1}

ซึ่งสอดคล้องกันทั้งสองคำตอบ


* Problem 3.jpg (6.29 KB, 346x195 - viewed 1282 times.)
« Last Edit: February 25, 2010, 07:51:55 PM by ปิยพงษ์ - Head Admin » Logged

ผมไม่เชื่อในอัจฉริยะ แต่ผมเชื่อในความขยัน อดทน ไม่ท้อแท้

กระทู้ แนะนำหนังสือฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,154.0.html

4 สุดยอดบทเรียนสำหรับผู้ที่กำลังจะเป็นนักฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,5270.msg34148.html#msg34148
Great
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1123


물리학 아름답다 ฟิสิกส์คือความสวยงาม


« Reply #17 on: March 26, 2008, 10:23:34 PM »

ข้อ2อาจารย์สุจินต์
\kappa =-\frac{(\frac{\Delta V}{V})}{\Delta P}
\kappa =-\frac{(\frac{\Delta V}{V_{0}})}{P_{f}-P_{i}}
\Delta V=-(P_{f}-P_{i})V_{0}\kappa
W=(P_{f}-P_{i})\Delta V
เราดูงานเทียบกับเมื่อเราเป็นคนออกแรง ดังนั้น \Delta Vเป็นบวก
W=(P_{f}-P_{i})^{2}V_{0}\kappa

ผิดถูกอย่างไร อภัยให้ข้าน้อยด้วยเด้อ Grin

ข้อ 2 พี่ทำได้แบบนี้นะ
เริ่มจากสภาพอัดได้มีนิยามว่า
\diplaystyle{\kappa  =  - {1 \over V}{{\partial V} \over {\partial P}}}
ถ้ากระทำที่อุณหภูมิเดียวกัน ได้ว่า
\diplaystyle{ - \kappa \left( {P - P_i } \right) = \diplaystyle{\int\limits_{V_o }^V {{1 \over V} dV}} }
\diplaystyle{V = V_o e^{ - \kappa \left( {P - P_i } \right)} }
นี่คือปริมาตรในรูปฟังก์ชันของความดัน
\diplaystyle{W = \int {PdV} }
ใช้วิชาแคลคูลัสเรื่อง Integration by Parts
\diplaystyle{W = PV - \diplaystyle{\int {VdP}} }
\diplaystyle{W = \left[ {PV_o e^{ - \kappa \left( {P - P_i } \right)}  - \diplaystyle{\int\limits_{P_i }^P {V_o e^{ - \kappa \left( {P - P_i } \right)} dP} } \right]_{P_i }^{P_f } }}
\diplaystyle{W = V_o \left[ {Pe^{ - \kappa \left( {P - P_i } \right)}  + {{e^{ - \kappa \left( {P - P_i } \right)} } \over \kappa }} \right]_{P_i }^{P_f } }
\diplaystyle{W = V_o \left[ {\left( {P_f  + {1 \over \kappa }} \right)e^{ - \kappa \left( {P_f  - P_i } \right)}  - \left( {P_i  + {1 \over \kappa }} \right)} \right]}

คือของน้อง WeeBk นั้น ตรงที่หางานจากการกระทำนี้ต้องเป็น
\Delta W = P\Delta V \ne \Delta P\Delta V  coolsmiley
« Last Edit: February 25, 2010, 07:54:39 PM by ปิยพงษ์ - Head Admin » Logged

ถ้าวิทย์แข็งแรง-->การเมืองก็แข็งแรง-->ประเทศชาติก็แข็งแรง
CUD'44 * APhO9th Ulaanbaatar MNG * CA901* Gold 10thAPhO * Silver 40th IPhO
SNSD: GG-TH SeoHyun Family & SeoRi Home
shellsein05
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 57


« Reply #18 on: March 26, 2008, 10:26:29 PM »

 g-force-1  จ๊าบได้จัยครับพี่ น้อง  2funny

ปิงๆ รึเปล่่า นี่ -*-
Logged
toaster
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 466

ในเมื่อใจคิดว่าทำไม่ได้ แล้วมันจะทำได้ได้ยังไง


« Reply #19 on: March 26, 2008, 10:30:43 PM »

z_{max} \therefore Q_{in}=Q_{out} ดังนั้น ปริมาตรน้ำในถังจะคงที่ ดังนั้น zจะคงที่

จาก Bernoulli's equation เทียบ z_{max} กับ z = 0 P_a + \rho gz = P_a + (1/2) \rho v^2 \therefore v = \sqrt{2gz}

Q_{in}=Q_{out} \therefore Q=\dfrac{\pi d^2}{4} \sqrt{2gz}

z=\dfrac{8Q^2}{g\pi^2d^4}
« Last Edit: December 20, 2009, 01:28:54 PM by ปิยพงษ์ - Head Admin » Logged

ระหว่างสิ่งที่เรารัก กับคนที่เรารัก เราควรเลือกสิ่งใดกัน
แต่ถ้าคนที่เรารัก ไม่รักเรา แล้วเราจะมีทางให้เลือกไหม
WeeBk
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 145


« Reply #20 on: March 26, 2008, 11:45:34 PM »

ว่าแล้วมันแปลกชอบกลครับ icon adore จะไปคิดทบทวนครับผม Smiley
Logged
g-force-1
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 71


« Reply #21 on: March 27, 2008, 10:52:44 AM »

g-force-1  จ๊าบได้จัยครับพี่ น้อง  2funny

ปิงๆ รึเปล่่า นี่ -*-
ใช่ครับ
 2funny uglystupid2 2funny
Logged
Blackmaglc
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 302


จงเดินไปตามทางที่เจ้าเลือก


« Reply #22 on: March 27, 2008, 12:36:45 PM »

ลองทำข้อ 4. นะครับ
ถ้าผิดพลาดยังไง ช่วยชี้แจงด้วยนะครับ ขอบคุณครับ  icon adore

พิจารณา การหักเหที่ผิวโค้ง
\sin \left( \theta _{1}+\theta _{c} \right) =\frac{5}{3}\sin \theta _{1}
แต่ \sin \left( \theta _{1}+\theta _{c} \right) =\frac{b}{R}
\therefore \sin \theta _{1}=\frac{3b}{5R}
 
และพิจารณาการหักเหที่ผิวราบ
\frac{5}{3}\sin \theta _{c}=\sin 90^\circ =1
\therefore \sin \theta _{c}=\frac{3}{5} และ  \cos \theta _{c}=\frac{4}{5}

จาก \frac{b}{R}=\sin \left( \theta _{1}+\theta _{c} \right) =\sin \theta _{1}\cos \theta _{c}+\sin \theta _{c}\cos \theta _{1}
\frac{b}{R}=\left( \frac{3b}{5R} \right)\left( \frac{4}{5} \right)+\left(  \frac{3}{5} \right) \left(  \frac{\sqrt{25R^{2}-9b^{2}}}{5R}  \right)

แล้วแก้สมการได้ b=\frac{3\sqrt{10}}{10}R


* 27032008176.jpg (74.03 KB, 384x288 - viewed 1190 times.)
« Last Edit: February 25, 2010, 07:56:28 PM by ปิยพงษ์ - Head Admin » Logged

เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด  เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ
Tit-le
Title
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 110


ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน


« Reply #23 on: March 28, 2008, 06:34:52 PM »

ข้อ10 ผิดถูกอย่างไรช่วยชี้แนะมาก ๆ ด้วยครับ(ไม่ค่อยมั่นใจในข้อนี้แต่ขอลองทำดูครับ) ขอบคุณครับ
กำหนดให้ F_{ext}\equiv แรงภายนอกที่กระทำต่อจรวด
                m(t)\equiv มวลจรวดที่เวลาใด ๆ
                v(t)\equiv อัตราเร็วของจรวดที่เวลาใด ๆเทียบกรอบเฉื่อย
                v_{fuel}\equiv อัตราเร็วของแก็สที่พ่นออกมาเทียบกรอบเฉื่อย
                \vec{P}\equiv โมเมนตัมของระบบ
 
จะทำการพิสูจน์ทุกอย่างใหม่หมดเลยละกันครับ(กระดาษใบเก่าหายไปครับ)

จาก  \displaystyle \sum F_{ext}=\left| \frac{d\vec{P}}{dt} \right| ให้ทิศลงเป็นบวก

        \displaystyle \sum F_{ext}=\frac{1}{dt}((m(t)+dm(t))(v(t)+dv(t))+(-dm(t)(v(t)+v_{fuel}))

        \displaystyle \therefore \sum F_{ext}=m(t)(\frac{dv(t)}{dt})-(\frac{dm(t)}{dt})(v_{fuel})\cdots \cdots (1)

ให้     \displaystyle \xi \equiv \frac{dm(t)}{dt}=constant

         \displaystyle \therefore m(t)g=m(t)+\xi v_{fuel}

         \displaystyle \frac{dv(t)}{dt}=g-(\frac{\xi }{m(t)})(v_{fuel})

แต่     \displaystyle m(t)=m(t=0)-\xi t

         \displaystyle \therefore dv(t)=g-(\frac{\xi }{m(t=0)-\xi t})(v_{fuel})

          \displaystyle dv(t)=gdt-(\frac{\xi }{m(t=0)-\xi t})(v_{fuel})(dt)

          \displaystyle  \int_{t=0}^{t=T}dv(t)=g\int_{t=0}^{t=T}dt-v_{fuel}\int_{t=0}^{t=T}\frac{1}{\frac{m(t=0)}{\xi }-1}dt          
          \displaystyle v(T)-v(0)=gT-v_{fuel}(ln\frac{\frac{m(0)}{\xi }-T}{\frac{m(0)}{\xi }})\cdots \cdots (2)

10.ก แทน \displaystyle \sum F_{ext}=m(t=0)g \displaystyle v(t=0)=0 \displaystyle m(t=0)=10^{3} ลงในสมการที่ (1)
        จะได้ \displaystyle \left| v_{fuel} \right|=500g ทิศลง

10.ข แทน \displaystyle \sum F_{ext}=m(t=0)g, \displaystyle v(t=0)=0, \displaystyle m(t=0)=10^{3} \displaystyle \left| v_{fuel} \right|=500g \displaystyle \xi =2 \displaystyle T=10
ลงในสมการที่ (2)
จะได้ \displaystyle v(10)=10g-500g(ln(490)-ln(500))
 
ผิดถูกช่วยชี้แนะด้วยครับ ขอบคุณมากครับ icon adore icon adore
          
« Last Edit: February 28, 2010, 10:41:13 AM by ปิยพงษ์ - Head Admin » Logged

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน(อตฺตาหิอตฺโนนาโถ)
nklohit
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 268



« Reply #24 on: March 28, 2008, 08:34:58 PM »

ข้อ 12 ครับ
จะเห็นได้ว่าในส่วนที่เป็นเส้นตรงยาวนั้น  I\vec{\delta\l}\times \vec{r} = 0 เมื่อ \vec{r} เป็นเวกเตอร์ที่ชี้จาก current element นั้นไปหาจุด o  ดังนั้น สนามแม่เหล็กที่จุด o จึงเกิดจากตรงส่วนโค้งเท่านั้น และตรงส่วนโค้ง มี  I\vec{\delta\l}\times \vec{r} = I\delta\l r ทุก current element สนามแม่เหล็กมีทิศตั้งฉากกับระนาบกระดาษและพุ่งออกจากกระดาษ และ \delta\l = R\delta\theta จะได้ว่า

B_{o} = \dfrac{\mu_{0}}{4\pi}\dfrac{I}{R}\displaystyle\int_{\theta=0}^{\alpha}d\theta
\therefore B_{o} = \dfrac{\mu_{0}}{4\pi}\dfrac{I\alpha}{R}                               Ans

 buck2 ขอโทษครับ ลืมมองว่าพี่ Toaster ทำไปแล้ว  buck2 icon adore
« Last Edit: February 25, 2010, 07:58:52 PM by ปิยพงษ์ - Head Admin » Logged

It seems that if one is working from the point of view of getting beauty in one's equations, and if one has really a sound insight, one is on a sure line of progress. ------------------------------ Paul Dirac
Tit-le
Title
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 110


ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน


« Reply #25 on: March 29, 2008, 12:18:32 PM »

ใช้วิชาแคลคูลัสเรื่อง Integration by Parts
Shocked ความรู้สำหรับคนที่ไม่รู้
จาก \displaystyle \frac{duv}{dx}=u\frac{dv}{dx}+v\frac{du}{dx}
นำ dx คูณตลอด
ได้ว่า duv=udv+vdu
         \displaystyle \int duv=\int udv+\int vdu
         \displaystyle \int udv=uv-\int vdu \mathfrak{Qed.}
« Last Edit: March 29, 2008, 12:55:58 PM by tit-le » Logged

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน(อตฺตาหิอตฺโนนาโถ)
WeeBk
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 145


« Reply #26 on: March 29, 2008, 04:47:52 PM »

พี่ toaster
...
Q_{in}=Q_{out} \therefore Q=\dfrac{\pi d^2}{4} \sqrt{2gz}
z=\dfrac{8Q}{gd^4}

สงสัยพี่จะพิมพ์ผิดหรือเปล่่าครับ icon adore
« Last Edit: April 01, 2008, 08:28:08 AM by ปิยพงษ์ - Head Admin » Logged
ปิยพงษ์ - Head Admin
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 6133


มีน้ำใจ ไม่อวดตัว มั่วไม่ทำ


WWW
« Reply #27 on: March 29, 2008, 05:38:16 PM »

จากอ.ปิยพงษ์(Quoteไม่เป็นครับ embarassed)
...

ตรงหัวข้อของข้อความเดิม ด้านขวา จะมีปุ่ม "Quote" ให้คลิก  coolsmiley
Logged

มีน้ำใจ ไม่อวดตัว มั่วไม่ทำ
WeeBk
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 145


« Reply #28 on: March 29, 2008, 06:03:17 PM »

พี่ NiGy ครับผม Grin
อ่อ ที่ rep#16 ของพี่ f มันน่าจะได้ f=\frac{R}{n-1} นะครับ idiot2
ไม่รู้ว่ายังไง พี่ช่วยดูหน่อยละกันครับผม icon adore
Logged
toaster
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 466

ในเมื่อใจคิดว่าทำไม่ได้ แล้วมันจะทำได้ได้ยังไง


« Reply #29 on: March 29, 2008, 06:45:27 PM »

...

แทนค่าแล้วทำไมอินทิเกรตได้ครับ Huh หรือว่ายังไงช่วยดูหน่อยละกันครับผม icon adore

พี่ toaster
...
Q_{in}=Q_{out} \therefore Q=\dfrac{\pi d^2}{4} \sqrt{2gz}
z=\dfrac{8Q}{gd^4}
...
สงสัยพี่จะพิมพ์ผิดหรือเปล่่าครับ icon adore

ไม่ต้องสงสัยหรอกครับ พิมพ์ผิดชัวๆเลยแบบนี้
« Last Edit: February 25, 2010, 08:07:11 PM by ปิยพงษ์ - Head Admin » Logged

ระหว่างสิ่งที่เรารัก กับคนที่เรารัก เราควรเลือกสิ่งใดกัน
แต่ถ้าคนที่เรารัก ไม่รักเรา แล้วเราจะมีทางให้เลือกไหม
Pages: « 1 2 3 4 5 6 »   Go Up
Print
Jump to:  

คุณสมบัติของเด็กดี

ไม่ฟังเวลามีการนินทากัน ไม่มองหาข้อด้อยของผู้อื่น ไม่พูดนินทาเหยีบบย่ำผู้อื่น