ขอต้อนรับ ผู้มาเยือน กรุณา ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก

ล็อกอินด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่่าน และระยะเวลาใช้งาน

มีน้ำใจ ไม่อวดตัว มั่วไม่ทำ
 
Advanced search

41042 Posts in 6096 Topics- by 6086 Members - Latest Member: gnuyheat
mPEC Forumหัวข้อทั่วไปสัพเพเหระถ้าเราเรียนฟิสิกส์ไป สามารถประกอบอาชีพอะไรได้บ้างครับ?
Pages: 1 2 »   Go Down
Print
Author Topic: ถ้าเราเรียนฟิสิกส์ไป สามารถประกอบอาชีพอะไรได้บ้างครับ?  (Read 12182 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
sauciata
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 73



« on: September 05, 2006, 07:13:24 PM »

อย่างแรกที่ผมเลือกเลย เป็นครู   Grin


ช่วยกันแนะนำหน่อยนะครับ... icon adore  icon adore
Logged

I'll spread my wings and I'll learn how to fly.
I'll do what it takes til' I touch the sky
I'll make a wish .Take a chance .Make a change
And breakaway...
NiG
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1221


no one knows everything, and you don’t have to.


WWW
« Reply #1 on: September 06, 2006, 08:22:25 AM »

นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิจัย ... Wink
Logged

ผมไม่เชื่อในอัจฉริยะ แต่ผมเชื่อในความขยัน อดทน ไม่ท้อแท้

กระทู้ แนะนำหนังสือฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,154.0.html

4 สุดยอดบทเรียนสำหรับผู้ที่กำลังจะเป็นนักฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,5270.msg34148.html#msg34148
ampan
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1140


« Reply #2 on: September 06, 2006, 04:31:09 PM »

อย่างแรกที่ผมเลือกเลย เป็นครู   Grin


ช่วยกันแนะนำหน่อยนะครับ... icon adore  icon adore
ผมเคยคิดเหมือนกัน ว่าจะเป็นครู แต่ ผมกลัว นักเรียนจะอันตราย  redfaced

ตกลงจะเรียนฟิสิกส์ ไปเพื่ออะไร ครับ สายวิชาที่ฟิสิกส์เกี่ยวข้องนั้นมีมากมายนะผมว่า
เพราะฉะนั้น เป็นได้ตั้งแต่คุณครู เป็นนักวิจัย เป็นที่ปรึกษา  เป็นอะไรที่ คุณเอื่ออำนวยให้เป็น
Logged

Samuraisentai Shinkenger 侍戦隊シンケンジャー
FogRit
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 899


มีอะไร ใช้อย่างนั้น


« Reply #3 on: September 07, 2006, 12:57:33 PM »

เป็นคำถามที่กว้างดี นะครับ
 
scipark (นักวิจัย ซึ่งมีหลายด้าน เช่น quantum computer ที่เพื่อนๆ ผมทำอยู่)
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติก็ดีเช่นกัน (ใกล้ๆรังสี เอาพวก มณีฯไปอาบรังสี)
มาตรวิทยา (พวกวัดๆ ทั้งหลายงานเป็นแบบ routine คุณอาจจะเบื่อได้)
อื่นๆ อีกประมาณ 4-5 แห่งเป็นของหน่วยงานรัฐฯ

มีได้ยินมาว่าไปทางพวกโรงงานอุตสาหกรรมเช่นกัน แต่ไม่ทราบลายละเอียด

ู้อาชึพพวกนี้ต้องไปงานพวกสัปดาห์วิทยาศาสตร์ที่รัฐจัดขึ้นมาอาจจะมีให้เห็นบ้าง , ติดตามเว็บ และถาม อาจารย์ซึ่งรวมไปถึงอาจารย์วิชาแนะแนวด้วย

แต่หากเรียนต่อ ป.โท สายวิศวกรรมฯ ก็ได้อาชีพ วิศวะครับ


ฟิสิกส์เป็นอาชีพได้อีกนอกจากที่ีรู้ๆกันในกรอบ ไม่แน่อนาคตอาจมีอาชีพที่ใช้ฟิสิกส์แต่ไม่มีในอดีตก็เป็นได้ Grin
Logged

อดทนและทำงานอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ
sauciata
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 73



« Reply #4 on: September 07, 2006, 04:32:48 PM »

ขอบคุณมากที่ให้คำแนะนำนะครับ  Grin

ใครมีอะไรให้จะเสนอแนะอีกก็ว่ามาเลยครับ  Wink
Logged

I'll spread my wings and I'll learn how to fly.
I'll do what it takes til' I touch the sky
I'll make a wish .Take a chance .Make a change
And breakaway...
last
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 342


« Reply #5 on: October 22, 2006, 10:44:59 PM »

เป็นอะไรก็ได้ครับที่อยากเป็น
ผมว่าไม่ควรเอาเรื่องที่อยากเป็นกับเรื่องที่เรียนมาปนกันจนสับสนนะ...ยกเว้นเรื่องที่คุณเรียนอยู่มัน"บังเอิญ"เป็นเรื่องที่อยากเป็น
ที่ใช้คำว่าบังเอิญเพราะคนส่วนมากเข้าใจว่าต้องประกอบสัมมาอาชีพตามสาขาที่ร่ำเรียนมาในห้องเรียนบ้าง...มหาวิทยาลัยบ้าง...ทั้งที่ทั้งในชีวิตอาจเรียนรู้และสนใจอะไรตั้งมากมายนอกห้องเรียน
บางคนค้าขายกับพ่อแม่แต่ตีนเท่าเม็ดซูกัสจนรู้การบริหารงานร้าน การพูดจา การจัดวางของ การตรวจสอบบัญชี จนถึงรู้กลโกงของบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหลาย
บางคนทำสวนทำไร่มาตั้งแต่ตีนเท่าเม็ดข้าวโพดจนรู้จักชนิดพันธุ์พืชหลากหลาย รู้วิธีเพาะให้เกิดผลผลิตสูง รู้แหล่งแห่งที่จำหน่าย จนถึงรู้กลยุทธจัดการกับคู่แข่งยักษ์ใหญ่ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์เช่นนี้
ฯลฯ
น่าเสียดายที่ถ้าคนเหล่านี้มีความคิดหันไปทางเดียวกันหมดว่าเรียนวิทยาศาสตร์แล้วไปช่วยแม่ขายของหรือทำสวนเป็นเรื่องน่าละอาย
ผมแค่อยากบอกว่าถ้าไม่รู้ว่าชอบทำอะไรก็ลืมตาออกไปดูและเผชิญโลกสังคมซะบ้าง
พอรู้แล้วก็ลุยเลย...สู้มันเลย...
เรียนจบแล้วอยากเป็นหมอก็ซิ่วแล้วเรียนใหม่ซะ
ไม่เห็นเป็นไร Smiley
Logged
ampan
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1140


« Reply #6 on: October 23, 2006, 06:14:15 AM »

เป็นอะไรก็ได้ครับที่อยากเป็น
ผมว่าไม่ควรเอาเรื่องที่อยากเป็นกับเรื่องที่เรียนมาปนกันจนสับสนนะ...ยกเว้นเรื่องที่คุณเรียนอยู่มัน"บังเอิญ"เป็นเรื่องที่อยากเป็น
.....
การเลือกที่จะเรียนอะไรแต่ละคนมีจุดประสงค์อยู่แล้ว ปะปนกันบ้างก็ไม่เห็นเป็นอะไร ใครอยากเรียน วิทยาศาสตร์เกี่ยวสิ่งมีชีวิต เกี่ยวกับพืชแล้วกลับไปช่วย พ่อแม่ พัฒนาสวน พัฒนาไร่นา ด้วยความรู้ที่จบมาก็ได้ เพราะฉะนั้น เราเรียนเพื่อจุดประสงค์บ้างอย่างนะจะดีกว่า เรียนไปงั้นๆ เพื่อให้ จบ  redfaced
Logged

Samuraisentai Shinkenger 侍戦隊シンケンジャー
FogRit
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 899


มีอะไร ใช้อย่างนั้น


« Reply #7 on: October 23, 2006, 02:28:24 PM »

เป็นอะไรก็ได้ครับที่อยากเป็น
ผมว่าไม่ควรเอาเรื่องที่อยากเป็นกับเรื่องที่เรียนมาปนกันจนสับสนนะ...ยกเว้นเรื่องที่คุณเรียนอยู่มัน"บังเอิญ"เป็นเรื่องที่อยากเป็น
ที่ใช้คำว่าบังเอิญเพราะคนส่วนมากเข้าใจว่าต้องประกอบสัมมาอาชีพตามสาขาที่ร่ำเรียนมาในห้องเรียนบ้าง...มหาวิทยาลัยบ้าง...ทั้งที่ทั้งในชีวิตอาจเรียนรู้และสนใจอะไรตั้งมากมายนอกห้องเรียน
บางคนค้าขายกับพ่อแม่แต่ตีนเท่าเม็ดซูกัสจนรู้การบริหารงานร้าน การพูดจา การจัดวางของ การตรวจสอบบัญชี จนถึงรู้กลโกงของบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหลาย
บางคนทำสวนทำไร่มาตั้งแต่ตีนเท่าเม็ดข้าวโพดจนรู้จักชนิดพันธุ์พืชหลากหลาย รู้วิธีเพาะให้เกิดผลผลิตสูง รู้แหล่งแห่งที่จำหน่าย จนถึงรู้กลยุทธจัดการกับคู่แข่งยักษ์ใหญ่ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์เช่นนี้
ฯลฯ

แล้วจะเรียนไปทำไมกันละครับ ? ถ้าเรียนไปแล้วไม่ได้ใช้ ? พระท่านก็สอนเท่าที่คุณจะใช้ ไม่จำเป็นก็ไม่สอน

ทุกๆ คนที่เลือกเรียนในระดับมหาวิทยาลัยนั้นมีวุฒิภาวะและรู้ว่าทางสายใดเหมาะกับเขา คุณอ่านมาหรือเปล่าว่าจุดประสงค์ของการศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นคืออะไร ?? (คิดว่าคุณคงยัง ไม่งั้นคงไม่มา่ตอบเช่นนี้กระมัง เพราะตัวอย่างที่คุณยกมานั้นวิทยาศาสตร์ก็ใช้ได้ทั้งนั้น อยู่ทีว่าคุณจะเอาไปทำอะไร ส่วนจะค้าขายแต่มาเ่ีรียนวิทยาศาสตร์นั้นผมว่ามันไม่ค่อยตรงเท่าไร แต่คณะวิทย์เราก็มีสอนวิธีทำการค้าให้นี่)

คุณเรียนมาเป็นวิชาเพื่อประกอบอาชีพ คุณใช้คำว่าบังเอิญ เพราะว่าคุณไม่รู้ว่าริงๆ แล้วต้องการจะทำอะไร คุณจะมาเสียเวล่ำเวลาไปทำไมกันชีวิตมนุษย์สั้นนักคุณก็รู้ 

...
น่าเสียดายที่ถ้าคนเหล่านี้มีความคิดหันไปทางเดียวกันหมดว่าเรียนวิทยาศาสตร์แล้วไปช่วยแม่ขายของหรือทำสวนเป็นเรื่องน่าละอาย
ผมแค่อยากบอกว่าถ้าไม่รู้ว่าชอบทำอะไรก็ลืมตาออกไปดูและเผชิญโลกสังคมซะบ้าง
พอรู้แล้วก็ลุยเลย...สู้มันเลย...
เรียนจบแล้วอยากเป็นหมอก็ซิ่วแล้วเรียนใหม่ซะ
...

ไอ้การแสดงความคิดเห็นของคุณแบบนี้ก็แสดงออกมาแล้วว่าคุณไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์เพราะรู้ว่า "ตัวเองจะเป็นอะไร" แต่คุณเรียนเพราะไม่รู้จะเรียนอะไร

เจ้าของกระทู้เขามีความตั้งใจที่จะเีรียนและสนใจในอนาคตของตัวเขาเองว่าจบไปแล้ววิชาที่เขารักชอบนั้นทำอะไรให้เขาได้บ้างแต่คุณกลับ
ตอบมาเช่นนี้ ผมผิดหวังมากๆที่คนตอบเป็นพี่ last
Logged

อดทนและทำงานอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ
last
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 342


« Reply #8 on: October 23, 2006, 03:55:51 PM »

อันที่จริงประเด็นคำตอบในเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องที่ส่วนตัวอยู่มาก ส่วนตัวในแง่ของพื้นฐานทางค่านิยมและศรัทธา
ผู้ตั้งกระทู้เองคงมีเจตนาถามหน้าที่การงานที่สามารถนำวิทยาศาสตร์ไปจับใช้ได้โดยตรงและโดยโต้งๆตำตา หรือพูดอีกอย่างว่าที่สังคมเค้ามีเจตนาให้ไปทำว่างั้นเหอะ
ผมเองมีเจตนามาบอกกล่าวให้เห็นถึงเจตนาที่สังคมและผู้ใหญ่สมัยก่อนชี้แนะชี้นำและชักนำ ให้คนเรียนจบแบบนี้ๆควรนำความรู้มาทำงานแบบนี้ๆโดยพร้อมเพรียงกันและเหมือนกัน
คนเรียนวิทยาศาสตร์น้อยคนนักที่จะหลุดกับดักตรงนี้ไปพบความต้องการแท้จริงของตนเองได้ ถึงอยากทำธุรกิจส่วนตัวแทบแย่ก็ต้องมาเป็นครูตามรอยเท้าคนเก่าคนก่อน
ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์ที่เป็นนักธุรกิจเก่งๆก็มีให้เห็นนะครับ
Logged
last
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 342


« Reply #9 on: October 23, 2006, 04:12:18 PM »

ampan ผมเห็นด้วยนะที่ว่า
คนเราควรเรียนเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง
แต่ขอขยายว่าเราควรเคารพในจุดประสงค์ของเพื่อนร่วมโลกที่มีความสามารถและสติปัญญาไม่เท่ากัน ดังนั้นถ้าใครบอกผมว่า เรียนฟิสิกส์เพื่อให้ได้ปริญญาแล้วไปเรียนต่อเคมี รึบริหารหรือแม้แต่เข้ามาเรียนเอาสนุก แค่อยากเรียนรู้ว่าคณะนี้มันเรียนกันยังไง เพราะบ้านรวยจัดมีเงินมีเวลาเหลือ
ผมมองว่าคนเหล่ามีจุดประสงค์ที่ดีและชัดเจนในการตอบตนเองครับ
แม้แต่คนที่บอกผมว่า เรียนๆไปเอาปริญญาให้พ่อแม่ดีใจแล้วค่อยกระโดดไปทำอย่างอื่นผมว่ามันก็เป็นจุดประสงค์ที่ดี

Logged
last
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 342


« Reply #10 on: October 23, 2006, 04:32:00 PM »

Foggy_Ritchy
เรียนไปแล้วไม่ได้ใช้น่ะอาจดูไม่ค่อยดี(ในสายตาคนส่วนหนึ่ง) แต่บางทีเราใช้มันแบบอ้อมๆ ใช้ในกระบวนการคิดบางอย่าง พูดง่ายๆว่าแม่ค้าที่จบวิทยาศาสตร์และนิเทศย่อมมีวิธีคิดไม่เหมือนกันไง
คนส่วนมาก(เด็กมหาลัย)ในประเทศนี้ไม่รู้ว่าตนเองชอบทำงานอะไรแบบไหนเพราะชีวิตไม่ค่อยได้ทำงานและหาเงินใช้ด้วยตัวเอง แต่ไม่ต้องกลัวเสียเวลาหรอกครับ...เรียนอะไรก็ได้เรียนไปเหอะแล้วก็ค้นหาตัวเองไปพร้อมกับใช้ชีวิต ถ้ารู้ว่าไม่ชอบก็ถอยออกมาซะ ชีวิตมันก็แค่นี้ล่ะ เสียเวลากับบทเรียนที่ได้ผมว่ามันคุ้ม
เพื่อนผมคนนึงเรียนหมอมา3ปีที่เชียงใหม่ ตอนนี้มาเรียนบริหารแล้วเพราะไม่ชอบหมอ ผมว่ามันไม่เสียเวลามากหรอกครับกับการหาตัวเองเจอ ตอนนี้มันเรียนอย่างHappy
เฮ้อ...ยังหนุ่มกันทั้งนั้นมัวแต่กลัวเสียเวลาก็ไม่ได้ทำอะไรเสียทีสิ

อ้อ...แล้วFoggy_Ritchyจะมาผิดหวังทำ....อะไรกับผมนี่
ความคิดเห็นคนมีไว้ฟัง...แล้วเห็นด้วยไม่เห็นด้วย
แสดงออกมาอย่างสุภาพก็จบ
ผมก็คน...มีความเห็นถูก(ใจ)บ้างผิด(ใจ)บ้างก็ธรรมดานี่
ผมชอบฟ้า คุณชอบแดง คุยกัน
ไม่เห็นต้องมาคาดหวังอะไร Smiley
Logged
ampan
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1140


« Reply #11 on: October 23, 2006, 05:48:11 PM »

ครับ เราทุกคนมี เหตุผลแต่ละคน มีรูปแบบของการดำเนินชีวิตที่ต่างกัน และใช้มันเพื่อตัวเรา และที่สำคัญ เพื่อคนอื่นด้วย
เราคุยกันแบบนี้ดีแล้วครับ แลกเปลี่ยนความคิดกัน ยอมรับการมีอยู่ซึ่งกันและกัน  Wink  ผมดีใจ ที่ทุกคนเป็นตัวของตัวเอง และพร้อมที่จะยอมรับซึ่งกันและกัน  ตอนนี้ ประเทศต้องการคนที่เสียสละ ขอให้ระลึกเสมอว่าเราคืออนาคตของประเทศ   แต่อย่าแบกประเทศไว้     

ทิ้งท้าย   ช่วงเวลาแห่งความสุข ไม่มีมากมายนัก ขอให้ใช้เวลานั้นให้คุ้มค่า แล้วเก็บมันเป็นความทรงจำที่มีค่า และ คงอยู่เสมอ   redfaced
Logged

Samuraisentai Shinkenger 侍戦隊シンケンジャー
gons
neutrino
*
Offline Offline

Posts: 34

เราเป็นอย่างไร สังคมเป็นอย่างนั้น


« Reply #12 on: October 23, 2006, 08:25:51 PM »

จบฟิสิกส์แล้วไปเรียนต่อโทวิศวะได้จริงเหรอครับ แล้วเรียนได้ทุกสาขาหรือเปล่าอะครับ

ยังงี้ถ้าจบวิศวะก็เรียนต่อฟิสิกส์ได้ใช่ปะครับ
Logged
NiG
Administrator
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 1221


no one knows everything, and you don’t have to.


WWW
« Reply #13 on: October 23, 2006, 09:42:19 PM »

ก็ชึ้นอยู่กับว่า เรียนไปทำไม และต้องการความรู้จากที่เรียนกมากแค่ไหน
Logged

ผมไม่เชื่อในอัจฉริยะ แต่ผมเชื่อในความขยัน อดทน ไม่ท้อแท้

กระทู้ แนะนำหนังสือฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,154.0.html

4 สุดยอดบทเรียนสำหรับผู้ที่กำลังจะเป็นนักฟิสิกส์
http://mpec.sc.mahidol.ac.th/forums/index.php/topic,5270.msg34148.html#msg34148
psaipetc
SuperHelper
*****
Offline Offline

Posts: 653


kostuff.blogspot.com


WWW
« Reply #14 on: October 27, 2006, 10:45:44 AM »

ถ้าคุณจะทำงานวิชาการทางฟิสิกส์ คุณก็ควรจะเรียนต่อจากปริญญาตรี เพราะความรู้ระดับปริญญาตรี ยังเป็นความรู้พื้นฐานที่คนรู้กันมาเป็นร้อยปีแล้ว นอกจากคุณจะพบอะไรใหม่ๆในเนื้อหาเหล่านั้น ถ้าจะหาหัวข้อทางฟิสิกส์ ก็ลองอ่านเรื่องเกี่ยวกับ Loop Quantum Gravity หรือ String Theory ดูว่าเขากำลัีงพยายามแก้ปัญหาอะไรอยู่ (อย่าถามผม เพราะผมไม่รู้เรื่องทั้งคู่ แต่ผมเปิดรับแทงที่อัตราต่อรอง 2:1 ว่า LQG จะได้ผลยืนยันว่าถูกหรือผิด ก่อน ST ภายใน 10 ปี)

ถ้าคุณสนใจเรียนต่อบริหารเช่น MBA คุณจะพบว่า คุณสามารถเรียนรู้ math ทั้งหลายในหลักสูตรนั้นในเวลาไม่กี่วัน หรือไม่กี่อาทิตย์ (แต่ MBA ไม่ได้มีแต่ math นะครับ) เพื่อนผมบางคนไปทำงานใน Investment ฺBanks

คุณสามารถใช้ความรู้ และทักษะในการตั้งและแก้ปัญหา ไปทำการวิจัยเรื่องต่างๆได้ เช่น พลังงานทดแทน หาอาหาร(ที่หาง่าย ราคาถูก)ที่มีคุณค่าสำหรับเด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ algorithmต่างๆในคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะทำเรื่องอะไร คุณลองไปหาหนังสือ The Singularity Is Near โดย Ray Kurzweil (http://www.amazon.com/Singularity-Near-Humans-Transcend-Biology/dp/0143037889/sr=8-2/qid=1161920128/ref=pd_bbs_sr_2/102-3393610-9504118?ie=UTF8&s=books ) มาอ่าน คุณจะเห็นว่ามีเรื่องราวที่น่าจะค้นคว้าอีกมากทีเดียว

ถ้าคุณจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ คุณต้องหาคำถามและปัญหาที่น่าสนใจ และยังเป็นที่ถกเถียงว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร คุณไม่สามารถเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วยการทำโจทย์อย่างเดียวได้ (แต่การทำโจทย์เป็นการฝึกหัดสมองของคุณ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน)

ผมเองนั้น ก็พยายามประดิษฐ์อะไรเล็กๆน้อยแล้วพยายามขาย ก็สนุกดีเหมือนกัน




 
Logged

Life Lessons (related to science anyway):
http://www.guardian.co.uk/print/0,3858,5164417-111414,00.html
Pages: 1 2 »   Go Up
Print
Jump to:  

คุณสมบัติของเด็กดี

ไม่ฟังเวลามีการนินทากัน ไม่มองหาข้อด้อยของผู้อื่น ไม่พูดนินทาเหยีบบย่ำผู้อื่น