mPEC Forum

ชีวิต สังคม การศึกษา และศาสนา => สังคมและการเมือง => Topic started by: void on October 18, 2008, 10:32:27 PM



Title: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: void on October 18, 2008, 10:32:27 PM
ขออนุญาตเสนอประเด็นเรื่องความเป็นกลางให้พิจารณากัน

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองมีอยู่ในทุกระดับชั้นตั้งแต่ภายในครอบครัว ภายในชุมชน ภายในจังหวัด และภายในประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งทุกคนพูดถึงความเป็นกลาง มีการกล่าวหากันตลอดเวลาว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่เป็นกลาง ตกลงแล้วความเป็นกลางคืออะไรกันแน่? ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างพูดว่าต้องยึดมั่นในความเป็นกลาง ทำไมจึงคุยกันไม่รู้เรื่อง?

แม้ว่าความเป็นกลางจะเป็นคุณธรรมชั้นสูง แต่ในปัจจุบันผู้คนใช้คำนี้จนกลางเป็นแฟชั่นไปแล้ว ไม่ว่าใครจะเป็นอะไร! ไม่ว่าจะถูก! ไม่ว่าจะผิด! ไม่ว่าจะดี! ไม่ว่าจะชั่ว! ฉันขอเป็นกลางไว้ก่อน!!! ฟังดูดีนะครับ แต่ความจริงข้างในเป็นยังไงไม่รู้ สำหรับคนที่พูดถึงความเป็นกลาง ขอให้คิดให้มากก่อนที่จะใช้คำนี้ เพราะมันกลายเป็นข้ออ้างของหลายๆคน รวมถึงอาจเป็นข้ออ้างในการหลอกตัวเองด้วย
 
แต่ละคนอาจมีนิยามของความเป็นกลางที่แตกต่างกัน สำหรับผม ความเป็นกลางไม่ใช่การนิ่งเฉย มันไม่ใช่การละเลย มันไม่ใช่การไม่สนใจแสวงหาข้อมูล และมันไม่ใช่การไม่เข้ารวมกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนะครับ แต่ความเป็นกลางอยู่ที่กระบวนการหาและพิจารณาข้อมูลเพื่อหาให้ได้ข้อสรุปที่สอดคล้องกับความเป็นจริง ตัวอย่างสถานการณ์ในปัจจุบัน เกิดการเข่นฆ่ากันกลางเมืองในที่ 7 ตุลาคม ความเป็นกลางคือการหาข้อมูลให้สมบูรณ์เพื่อตัดสินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าใครคือคนผิด ใครคือคนถูก สถานการณ์ที่รุนแรงขนาดนี้เราไม่สามารถสรุปมั่วๆ ว่าผิดทั้งคู่ได้นะครับ มันหยาบเกินไป มันไม่มีความเป็นกลางระหว่างฆาตกรกับผู้บริสุทธิ์ครับ ไม่มีความเป็นกลางระหว่างความดีและความชั่ว (ยกเว้นพิจารณาลึกซึ้งเรื่องสัจธรรม) มันเหมือนเราดูคนกำลังฆ่ากันครับ เราจำเป็นต้องใช้ความเป็นกลางในการตัดสินว่าใครผิด ใครถูก จากนั้นเราต้องช่วยคนถูกใช่มั้ยครับ เราต้องเลือกข้างครับ! การไม่ทำอะไรเลยในขณะนี้มันเหมือนการเห็นคนกำลังฆ่ากันแล้วเรากลับบ้านไปนอนเล่น นั่นไม่ใช่คุณธรรมที่เรียกว่าความเป็นกลางจริงมั้ยครับ

สิ่งที่อยากเสนอให้คิดกันมากๆ ก็คือการใช้ความเป็นกลางทางความคิดและพิจารณาข้อมูล จากนั้นเลือกยืนอยู่ในข้างที่คุณคิดว่าถูกครับ ขอย้ำว่าการเลือกข้างไม่ใช่การไม่มีความเป็นกลางนะครับ แต่การไม่เลือกอะไรเลย ไม่ทำอะไรสักอย่างถือเป็นการอ้างความเป็นกลางอย่างผิดๆ ทีนี้การใช้ความเป็นกลางในการคิดทำยังไง ข้อเสนอเล็กๆของผมมีดังนี้

•   เริ่มตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการชุมนุมพันธมิตร การชุมนุมครั้งนี้มีผู้คนจำนวนมากเข้าร่วมเป็นระยะเวลายาวนาน เราต้องเข้าใจให้ได้ว่าพวกเขาต้องการอะไร ทำไมต้องทนลำบากแทนที่จะอยู่กับบ้านเฉยๆ เราควรหาข้อมูลและเปิดรับฟังเหตุผลครับ เพื่อเป็นปัจจัยในการพิจารณาต่อไป
•   พิจารณาเหตุผลต่างๆ ด้วยใจที่เป็นกลาง ลองคิดว่าเหตุผลเหล่านี้สมควรที่จะมีการชุมนุมหรือไม่ คิดดูว่าถ้าทุกคนไม่ทำอะไรเลย ไม่มีการชุมนุม ไม่มีการเรียกร้อง อะไรจะเกิดขึ้น! ข้อนี้ต้องคิดให้มาก เพราะคนจำนวนมากเห็นว่าการชุมนุมสร้างความวุ่นวายให้กับสังคม ถูกครับมันวุ่นวาย แต่คนไม่ค่อยคิดให้มากว่าถ้าไม่มีใครทำอะไรแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
•   หลังจากที่เราตัดสินได้แล้วว่าโดยหลักการแล้ว ควรสนับสนุนการชุมนุมโดยสงบ อหิงสาหรือไม่ (ขอย้ำว่าโดยหลักการนะครับ รายละเอียดปลีกย่อยคอยตามดูหลังจากพิจารณาหลักการได้แล้ว) ตอนนี้เราก็มีจุดยืนแล้ว ต้องเลือกยืนอยู่ข้างความถูกต้องครับ ส่วนความถูกต้องคือข้างไหน ขอให้พิจารณาอย่างเป็นกลางกันเอาเอง

ข้อคิดสำหรับคนที่คิดว่าทุกฝ่ายแย่ทั้งหมด: เนื่องจากสถานการณ์นี้ซับซ้อนและยาวนาน การจะหวังว่าจะมีฝ่ายที่ทำถูก 100% คงเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือการพิจารณาหลักการโดยภาพรวมและจุดประสงค์หลักของแต่ละฝ่าย มิเช่นนั้นแล้วเราจะทำอะไรไม่ได้เลย ซึ่งเท่ากับการยอมรับให้ผู้ที่มีอำนาจในขณะนี้ใช้อำนาจต่อไป


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: LisZt on October 18, 2008, 10:50:28 PM

ข้อคิดสำหรับคนที่คิดว่าทุกฝ่ายแย่ทั้งหมด: เนื่องจากสถานการณ์นี้ซับซ้อนและยาวนาน การจะหวังว่าจะมีฝ่ายที่ทำถูก 100% คงเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือการพิจารณาหลักการโดยภาพรวมและจุดประสงค์หลักของแต่ละฝ่าย มิเช่นนั้นแล้วเราจะทำอะไรไม่ได้เลย ซึ่งเท่ากับการยอมรับให้ผู้ที่มีอำนาจในขณะนี้ใช้อำนาจต่อไป


เห็นด้วยกับตรงนี้มากๆครับ ไม่มีใครจะถูก 100 % ดีเลิศ ไปทุกอย่างหรอกครับ แต่ดูความถูกต้อง ชั่งน้ำหนักดูว่า ฝั่งใดถูกกว่ากัน ตามความคิดของท่าน ยอมรับข้อมูลที่ได้จากทุกๆฝ่าย แล้วนำมาพิจารณา ไม่ใช่ฟังจากฝ่ายใดฝ่ายเดียว แล้วก็ตัดสินเลย ปัญหาการเมืองตอนนี้ เราทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขครับ


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: FogRit on October 19, 2008, 04:35:22 PM

ข้อคิดสำหรับคนที่คิดว่าทุกฝ่ายแย่ทั้งหมด: เนื่องจากสถานการณ์นี้ซับซ้อนและยาวนาน การจะหวังว่าจะมีฝ่ายที่ทำถูก 100% คงเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือการพิจารณาหลักการโดยภาพรวมและจุดประสงค์หลักของแต่ละฝ่าย มิเช่นนั้นแล้วเราจะทำอะไรไม่ได้เลย ซึ่งเท่ากับการยอมรับให้ผู้ที่มีอำนาจในขณะนี้ใช้อำนาจต่อไป


เห็นด้วยกับตรงนี้มากๆครับ ไม่มีใครจะถูก 100 % ดีเลิศ ไปทุกอย่างหรอกครับ แต่ดูความถูกต้อง ชั่งน้ำหนักดูว่า ฝั่งใดถูกกว่ากัน ตามความคิดของท่าน ยอมรับข้อมูลที่ได้จากทุกๆฝ่าย แล้วนำมาพิจารณา ไม่ใช่ฟังจากฝ่ายใดฝ่ายเดียว แล้วก็ตัดสินเลย ปัญหาการเมืองตอนนี้ เราทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขครับ

คุณจะช่วยกันแก้ไข ?

ผมว่าต้องช่วยกันไล่รัฐบาลมากกว่าครับ

ผมเลือกข้างแล้ว


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: psaipetc on October 20, 2008, 11:40:43 AM
ผมก็เลือกข้างแล้ว คุณ Foggy_Ritchy  :)
สมาชิกสังคมควรต่อสู้กับความชั่วร้าย ไม่งั้นความชั่วจะชนะโดยอัตโนมัติ

อนึ่ง ใครๆก็ทำดีได้ โดยไม่ต้องบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นพระพุทธเจ้า

ปล. ไฟล์เหตุการณ์ 7 ตุลา:
http://kostuff.blogspot.com/2008/10/7_16.html


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: last on October 21, 2008, 12:17:27 PM
Quote
เราต้องเลือกข้างครับ! การไม่ทำอะไรเลยในขณะนี้มันเหมือนการเห็นคนกำลังฆ่ากันแล้วเรากลับบ้านไปนอนเล่น นั่นไม่ใช่คุณธรรมที่เรียกว่าความเป็นกลางจริงมั้ยครับ

ผมว่าเป็นความจริงที่เยาวชนเราควรใส่ใจปัญหาบ้านเมือง(บ้าง) แต่ในสถานการณ์ที่ความจริงเป็นสิ่งที่คลุมเครือ เนื่องจากแต่ละฝ่ายอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนกันหลายชั้น โปะๆๆๆๆเข้าไปจน ยากยิ่งที่จะเข้าถึงคำว่าความจริง
บางทีความจริงอาจเป็นอะไรง่ายๆกว่านั้นมากๆก็ได้ แต่ก็ยากจะแน่ใจว่าใช่ไหม

การ(ยัง)ไม่เลือกข้างจึงอาจไม่ใช่การไม่ใส่ใจ   :)


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: void on October 21, 2008, 12:36:30 PM
Quote
เราต้องเลือกข้างครับ! การไม่ทำอะไรเลยในขณะนี้มันเหมือนการเห็นคนกำลังฆ่ากันแล้วเรากลับบ้านไปนอนเล่น นั่นไม่ใช่คุณธรรมที่เรียกว่าความเป็นกลางจริงมั้ยครับ

ผมว่าเป็นความจริงที่เยาวชนเราควรใส่ใจปัญหาบ้านเมือง(บ้าง) แต่ในสถานการณ์ที่ความจริงเป็นสิ่งที่คลุมเครือ เนื่องจากแต่ละฝ่ายอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนกันหลายชั้น โปะๆๆๆๆเข้าไปจน ยากยิ่งที่จะเข้าถึงคำว่าความจริง
บางทีความจริงอาจเป็นอะไรง่ายๆกว่านั้นมากๆก็ได้ แต่ก็ยากจะแน่ใจว่าใช่ไหม

การ(ยัง)ไม่เลือกข้างจึงอาจไม่ใช่การไม่ใส่ใจ   :)

ผมเห็นด้วยว่าสถานการณ์มีความซับซ้อนสูง ยากที่จะเข้าใจโดยเฉพาะสำหรับเราที่เป็นเยาวชน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมเสนอคือการใส่ใจและไม่ปิดหูปิดตาตัวเองครับ ปัจจุบันมีข้อมูลและหลักฐานจำนวนมาก แม้ว่าบางคนอาจไม่รู้ถึงเหตุผลเบื้องลึก แต่การใช้รัฐตำรวจเข่นฆ่าประชาชนกลางเมืองหลวง และไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ นั่นก็เพียงพอในระดับหนึ่งแล้ว หลักฐานเรื่องนี้ชัดเจนมาก โทรทัศน์ก็ออกข่าว คลิปวิดิโอก็มี ยังไงลองไปหาดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจก็ได้ครับ

ขออย่างเดียว อย่านิ่งดูดายและปิดหูปิดตาตัวเองเท่านั้นครับ


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: last on October 21, 2008, 01:36:30 PM
เรื่องคนปิดหูปิดตาตัวเองด้้วยความจำเป็น(เช่น อดอยากปากแห้งจนคิดแต่จะหาอะไรกินประทังชีวิต)คงมีน้อยครับ
แต่ผมมองว่า
เกมที่เล่นกันอย่างไม่เคารพกติกา(กันมานานแล้ว)อาจทำให้คนบางส่วน(ซึ่งอาจเป็นส่วนน้อย)เบื่อหน่ายการรับชมเกมนี้จนไปหาอย่างอื่นที่น่าสนใจกว่าทำแทนมากกว่า :reading

ผมไม่รู้จะเลือกข้างไหนดี...
สีสันเสื้อผ้าสัญลักษณ์โลโกแบ่งข้างกันเห็นชัดดี
แต่อาจเป็นเพราะผมสนใจน้อยและศึกษามาน้อย
่ีพฤติกรรมที่ผมเห็นจึงเป็นสีขาวๆเทาๆตุ่นๆ...ดูแล้วแยกกันออกยากๆอยู่ชอบกลครับ ;D


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: ปิยพงษ์ - Head Admin on October 21, 2008, 03:19:55 PM
...
เกมที่เล่นกันอย่างไม่เคารพกติกา(กันมานานแล้ว)อาจทำให้คนบางส่วน(ซึ่งอาจเป็นส่วนน้อย)เบื่อหน่ายการรับชมเกมนี้จนไปหาอย่างอื่นที่น่าสนใจกว่าทำแทนมากกว่า :reading

...

ตอนที่เรียนหนังสืออยู่ที่นี่ไม่เห็นบ่นเลยเวลาที่ตัวเองไม่เคารพกติกาของสถานศึกษา  :o :o :o


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: Fermion on October 21, 2008, 06:37:14 PM
ผมคิดว่าถ้าการเลือกข้างทำให่เกิดความแตกแยก ผมขอไม่เลือกครับ

การหาข้อมูลจากรอบด้านแล้วตัดสินว่าใครถูกผิด ไม่ใช่การเลือกข้างครับ เช่นผู้พิพากษา ท่านตัดสินว่าใครถูกผิดอย่างไร และให้การช่วยเหลือคนที่ถูก เท่านั้นจบ ไม่ถือว่าเป็นการเลือกข้าง
ถ้าการเลือกข้างทำให้เห็นด้วยกับฝ่ายเดียวเสมอโดยไม่ตัดสินว่าต่อมาเขาผิด/ไม่ผิดประการใด ผมว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควร เพราะฝ่ายคุณผิดเสมอ ฝ่ายฉันถูกเสอ ซึ่งมันไม่ถูกครับ

และที่สำคัญ  การเลือกข้างเป็นการแสดงให้เห็นถึงความแตกแยก


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: pairat on October 21, 2008, 08:27:50 PM
ผมคิดว่าถ้าการเลือกข้างทำให่เกิดความแตกแยก ผมขอไม่เลือกครับ
..........
และที่สำคัญ  การเลือกข้างเป็นการแสดงให้เห็นถึงความแตกแยก

ผมเห็นด้วยครับ คือ ไม่เลือกข้าง เลือกไปเลือกมา มีแต่การถ่ายเทอำนาจระหว่างสองขั้วมหาอำนาจ ผมคิดว่า การเลือกข้างไม่ใช่ทางออกที่ดีเลยครับ

ผมได้ยินมาว่า มีฝ่ายหนึ่งเค้าบอกว่า พวกที่ไม่เลือกข้าง เป็น พวกกลางกลวง คือ กลางแบบไม่รู้ฟ้ารู้ดิน แยกแยะไม่เป็น เพราะ ดีก็คือดี ชั่วก็คือชั่ว
มันอยู่ร่วมกันไม่ได้ ต้องสู้ให้ถึงที่สุด ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง  ;D ;D ;D


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: void on October 21, 2008, 08:30:35 PM
ผมคิดว่าถ้าการเลือกข้างทำให่เกิดความแตกแยก ผมขอไม่เลือกครับ

การหาข้อมูลจากรอบด้านแล้วตัดสินว่าใครถูกผิด ไม่ใช่การเลือกข้างครับ เช่นผู้พิพากษา ท่านตัดสินว่าใครถูกผิดอย่างไร และให้การช่วยเหลือคนที่ถูก เท่านั้นจบ ไม่ถือว่าเป็นการเลือกข้าง
ถ้าการเลือกข้างทำให้เห็นด้วยกับฝ่ายเดียวเสมอโดยไม่ตัดสินว่าต่อมาเขาผิด/ไม่ผิดประการใด ผมว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควร เพราะฝ่ายคุณผิดเสมอ ฝ่ายฉันถูกเสอ ซึ่งมันไม่ถูกครับ

และที่สำคัญ  การเลือกข้างเป็นการแสดงให้เห็นถึงความแตกแยก

ผมคิดว่าความเห็นของเราไม่ได้แตกต่างกันโดยสาระนะครับ แต่ความไม่ชัดเจนของนิยามคำว่าเลือกข้างอาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน

ในความหมายของผม การเลือกข้างหมายถึงการสนับสนุนแนวทางที่เราเห็นว่าควรสนันสนุน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเห็นด้วยในทุกๆรายละเอียด แน่นอนว่าบางทีบางครั้งการกระทำบางอย่างอาจไม่ถูกต้องหรือถูกใจ เราก็ตัดสินเป็นกรณีๆ แทบจะไม่มีทางที่เราจะเห็นด้วยกับทั้งหมดอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเราควรจะมีจุดยืนที่ชัดเจนสำหรับภาพกว้างๆ การเคลื่อนไหวทางการเมืองในปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนหลักที่ชัดเจนนะครับ การเลือกของผมหมายถึงการเลือกในจุดยืนหลักและให้การสนับสนุนเพื่อบรรลุจุดประสงค์หลักครับ

การที่ผมเน้นคำว่าโดยรวมหรือภาพกว้างก็เพราะว่า ไม่อยากให้ทุกคนหลงอยู่กับประเด็นเล็กๆน้อยๆแล้วตีกันไปตีกันมา ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าเราอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่งที่กำลังพิจารณานโยบายสองนโยบายที่มีจุดยืนต่างกันโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ทำได้คือการเลือกนโยบายที่โดยภาพรวมแล้วเป็นประโยชน์มากที่สุด และให้การสนับสนุนบริษัทในการเลือกนโยบายนั้น   ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีรายละเอียดบางอย่างที่เราอาจไม่เห็นด้วย นั่นคือสิ่งที่ผมเรียกว่าการเลือกข้าง ในทางกลับกัน ถ้าเรามัวแต่หลงอยู่กับประเด็นเล็กน้อยว่าตรงนี้ก็ไม่ดี ตรงนั้นก็ไม่ถูกใจ สรุปแล้วก็ไม่ได้อะไรสักอย่าง

สำหรับเรื่องความแตกแยก ถ้าเราสนใจในหลักการโดยภาพรวม การแตกแยกก็จะเป็นเพียงความแตกต่างทางความคิดครับ ซึ่งไม่มีอะไรเสียหาย ตรงกันข้ามความแตกต่างทางความคิดกลับช่วยพัฒนาสังคมให้ดียิ่งๆขึ้นไป แต่ถ้าเลือกข้างในลักษณะที่ว่าฉันถูกเสมอ คุณผิดเสมอ อันนั้นก็ไม่ดีแน่ครับ


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: void on October 21, 2008, 08:57:16 PM

ผมเห็นด้วยครับ คือ ไม่เลือกข้าง เลือกไปเลือกมา มีแต่การถ่ายเทอำนาจระหว่างสองขั้วมหาอำนาจ ผมคิดว่า การเลือกข้างไม่ใช่ทางออกที่ดีเลยครับ

ผมได้ยินมาว่า มีฝ่ายหนึ่งเค้าบอกว่า พวกที่ไม่เลือกข้าง เป็น พวกกลางกลวง คือ กลางแบบไม่รู้ฟ้ารู้ดิน แยกแยะไม่เป็น เพราะ ดีก็คือดี ชั่วก็คือชั่ว
มันอยู่ร่วมกันไม่ได้ ต้องสู้ให้ถึงที่สุด ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง  ;D ;D ;D

เรื่องการถ่ายเทอำนาจระหว่างสองขั้วอำนาจนั้นผมเห็นด้วย และก็เห็นด้วยอีกว่าสิ่งที่มีอยู่ให้เลือกอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีมากนัก
และยังเห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องธรรมาธิปไตยที่คุณ pairat ได้เสนอไว้ในกระทู้ "ทางออกของการเมืองไทยในปัจจุบัน"

แต่

ผมเห็นว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่มันวิกฤตมาก มันเป็นโรคร้ายที่จะฆ่าเราให้ตายได้ในเวลาไม่นาน เราจำเป็นต้องใช้ยาแรงๆที่แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีก่อน จากนั้นค่อยหาทางบำรุงรักษาสุขภาพให้ยั่งยืน ทางออกที่สวยงามและสมบูรณ์แบบอาจไม่ใช่ทางออกที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติครับ ผมคิดว่าเรื่องการเมืองมันไม่ใช่อะไรที่เราจะเรียกร้องความสมบูรณ์แบบ ผมจึงเสนอให้เลือกสนับสนุนทางเลือกที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และสามารถแก้โรคร้ายได้ทัน


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: pairat on October 21, 2008, 09:00:24 PM
เราต้องเลือกข้างครับ! การไม่ทำอะไรเลยในขณะนี้มันเหมือนการเห็นคนกำลังฆ่ากันแล้วเรากลับบ้านไปนอนเล่น
นั่นไม่ใช่คุณธรรมที่เรียกว่าความเป็นกลางจริงมั้ยครับ

ขอโทษนะครับ  ถ้าล่วงเกิน >:A >:A >:A  แต่ผมว่าอันนั้นแหละกลางที่สุด

เรื่องคุณธรรมกับความเป็นกลาง สำหรับผมมันคนละเรื่องกันครับ คุณธรรมก็ส่วนคุณธรรม ความเป็นกลางก็ส่วนความเป็นกลาง
ถ้าถามว่า นั่นไม่มีคุณธรรมและจริยธรรมจริงมั้ยครับ ผมจะตอบว่า จริง
แต่ถ้าถามว่า นั่นไม่มีความเป็นกลางจริงมั้ยครับ  ผมจะตอบว่า ไม่จริง

สิ่งที่อยากเสนอให้คิดกันมากๆ ก็คือการใช้ความเป็นกลางทางความคิดและพิจารณาข้อมูล จากนั้นเลือกยืนอยู่ในข้างที่คุณคิดว่าถูกครับ
ขอย้ำว่าการเลือกข้างไม่ใช่การไม่มีความเป็นกลางนะครับ แต่การไม่เลือกอะไรเลย ไม่ทำอะไรสักอย่างถือเป็นการอ้างความเป็นกลางอย่างผิดๆ
ทีนี้การใช้ความเป็นกลางในการคิดทำยังไง ข้อเสนอเล็กๆของผมมีดังนี้
.................................

ถ้าคิดเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละไม่เป็นกลาง เราเอาความคิดของเราเข้าไปแทรกแซงเหตุการณ์เมื่อใด เหตุการณ์ก็จะถูกแทรกแซงทันที
ความเป็นกลางก็อันตรธานไปเมื่อนั้น ถึงใครจะแย้งผมว่า ไม่จริงอย่างไร ผมก็นั่งยัน นอนยันได้เลย ว่า ไม่เป็นกลางจริงหรอกครับ
บางคนบอกว่า เมื่อพิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างมีเหตุมีผล แล้วจึงตัดสินใจว่านี่แหละถูกต้อง นี่แหละดี แบบนั้นผมไม่เถียง
แต่ถ้ามาบอกว่า แบบที่ว่านี้เป็นกลาง เถียงหัวชนฝาครับ ไม่กลางแน่นอน เหตุผลมันก็มีหลายอย่าง เหตุผลอิงธรรมชาติก็เหตุผล
เหตุผลอิงความคิดก็เหตุผล เหตุผลอิงจินตนาการก็เหตุผล เหตุผลแบบข้างๆ คูๆ ก็มี ก็เรียกว่าเหตุผลเหมือนกัน คนเราเมื่อมี
ความคิดเห็นมาก คิด คิด คิด คิดมาก วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ วิจัย มาก มันก็ดีครับ แต่ถ้าจะเรียนรู้ความเป็นกลาง ทำอย่างนั้นไม่ได้
หรอกครับ เราต้องหัดเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ เป็นเพียงผู้เฝ้ามอง เฝ้าชม อย่างเดียว แล้วอย่าไปคิดมาก เพราะถ้าคิดมาก
มันก็แทรกแซงเหตุการณ์ของจริงที่ปรากฏอยู่ เราต้องการของจริง ความจริง เราก็ต้องดูของจริง สังเกตของจริง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่นั่งคิด
นอนคิด ให้ตายยังไงๆ ก็ไม่ได้ของจริง หรอกครับ

สถานการณ์บ้านเมืองทุกวันนี้ เราน่าจะหัดที่จะมองมัน ดูมันให้มาก แล้วเลิกเอาแต่คิด มากคนก็มากความ ยากจะทำให้อยู่ในระบบเบียบ
อันหนึ่งอันเดียวกันได้ (จริงอยู่ที่ว่า อาจมีคนบอกว่า ความดีก็คือความดี ความถูกต้องก็คือความถูกต้อง จะให้ไปรวมกับความชั่ว
ความเลว ความสามานย์ ได้อย่างไรกัน แต่ทว่าในโลกความเป็นจริง เราจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์ละครับที่จะมาตัดสินของจำพวกนามธรรมเช่นนี้
บางคนบอกว่ากฎหมายสิ ถามหน่อยเถอะครับ กฎหมายก็คนบัญญัติขึ้น แล้วคนที่บัญญัติกฎหมายเป็นคนดีประเสริฐมากนักเหรอครับ
พวกนั้นเป็นคนดีกว่าเราจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ฉะนั้น การมีสังคมที่สามัคคีปรองดองกันถือว่าดีที่สุด)

สำหรับความคิดของผม เรื่องความเป็นกลาง ช่วยให้เกิดปัญญา คือ ความเข้าใจอะไรต่อมิอะไรที่เกิดขึ้นอย่างจริงๆ ไม่ใช่นั่งคิด นั่งเพ้อฝัน
นั่งหาเหตุผลว่า อันนี้ดี อันนี้ไม่ดี อันนี้ดีกว่าอันนั้น อันนั้นสู้อันนู้นไม่ได้ แบบนี้ไม่กลาง มันจะกลางได้อย่างไรครับ มันเต็มไปด้วย
ความคิดของผู้สังเกตการณ์ เต็มไปด้วยการตัดสินของผู้สังเกตการณ์ บนพื้นฐานของตัวผู้สังเกตการณ์ แล้วถ้าผู้สังเกตการณ์หลงผิดอยู่
มันก็จบ เพราะคนที่กำลังหลงอยู่ ไม่มีทางรู้ตัวได้หรอกครับ แต่ทีนี้ ถ้าหลงถูกละครับ ก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี ถึงเขาจะตัดสินใจถูก แต่มันก็ผิดอยู่ดี
เพราะมันไม่เป็นกลาง อย่าลืมว่า ตอนนี้เราสนใจเรื่องความเป็นกลาง ไม่ใช่ดีชั่ว ถูกผิด อะไรๆ ทั้งนั้น

และที่สำคัญที่สุด การตัดสินใจด้วยความเป็นกลางไม่มีในโลก เมื่อใดตัดสินเมื่อนั้นไม่เป็นกลางครับ

***หมายเหตุ : ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด อยู่บนนิยาม "ความเป็นกลาง" ของผมเอง  :)


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: Great on October 21, 2008, 09:11:03 PM
ทุกคนเกิดมามีหน้าที่ เราเกิดมาเป็นเด็ก เราก็มีหน้าที่เชื่อฟังพ่อแม่ ครูอาจารย์
ถ้าเราเป็นนักเรียน เราก็ต้องตั้งใจเรียนหนังสือ
ถ้าเราเป็นนักกีฬา เราก็ต้องขยันหมั่นฝึกซ้อม
ถ้าเราเป็นครู เราก็ต้องทุ่มเทกับการสอน
ถ้าเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ เราก็ต้องศึกษา ค้นคว้า ทำวิจัย
ถ้าเราเป็นหมอ เราก็ต้องรักษาคนไข้อย่างสุดความสามารถ
ถ้าเราเป็นพ่อค้าแม่ขาย เราก็ต้องบากบั่นทำมาค้าขาย
ถ้าเราทำอาชีพอะไร เราก็มีหน้าที่ใส่ใจหน้าที่ของเรา...

เราทุกคนเกิดมาเป็นคน เราก็ต้องทำหน้าที่ของคน
เราทุกคนในผืนดินแผ่นนี้เกิดมาเป็นคนไทย เราก็ต้องทำหน้าที่ของคนไทย นั่นคือ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ยิ่งชีพ และรักษาผืนแผ่นดินไทยไว้ มิให้ใครมาทำลาย
ถ้าเราเป็นคนดี เราก็ต้องทำหน้าที่ของคนดี นั่นคือพิทักษ์ความดี กำจัดความชั่ว

คนดี ถือว่าเป็นกลาง ดำเนินตามทางสายกลาง
คนชั่ว ถือว่าไม่เป็นกลาง อาจจะตึงเกินไป อาจจะหย่อนเกินไป

ปัจจุบัน คนไทยส่วนใหญ่กำลังถูกสะกดจิตให้คิดว่า ความเป็นกลางคือ กลางระหว่างความดีกับความชั่ว

พันธมิตร ถามว่า ดีเลิศ 100% ไหม คำตอบคือ ไม่ แล้วดีเท่าไร... แล้วแต่คนจะคิด แล้วที่ผมคิดล่ะ... 70%

ระบอบทักษิณ ถามว่า ถ้าให้คะแนนความดีเต็มร้อย จะให้เท่าไหร่ แน่นอน พวกพ้องของทักษิณ ย่อมให้เต็ม แต่สำหรับผู้ที่มีจิตสำนึกคิด รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว จะให้คะแนนติดลบ

แล้วความเป็นกลาง คืออะไร? กลางระหว่างพันธมิตรกับระบอบทักษิณ หรือความเป็นกลางคือความดีความงาม ไม่ตึง ไม่หย่อน?

ระบอบทักษิณ ให้อะไรกับคุณบ้าง? นอกจากให้ความสุขอันชั่วร้ายคือให้เงินสกปรกที่โกงมากับรากหญ้า ซื้อใจรากหญ้า ปิดหูปิดตาคนไทยในชนบท ไม่ได้สร้างความมั่นคงให้ประเทศ ระบอบนี้ คนที่ได้รับประโยชน์คือ พวกพ้องของเขาเอง

ถ้าไม่มีพันธมิตร ระบอบทักษิณ คงจะกินประเทศไปหมดแล้ว ถึงพันธมิตร จะไม่ใช่ผู้ดีเลิศ100% แต่เขาก็ทำให้คนไทยได้สำนึก ว่าความชั่วร้ายของระบอบทุนนิยมสามานย์ กำลังครอบงำประเทศ ถ้าไม่มีพันธมิตร พวกเราๆคงจะไม่ได้รับข่าวสาร ว่าพวกนักการเมืองเขาทำอะไรกันลับหลังประชาชน ถึงจะมีสิ่งชวนเชื่อปนอยู่บ้าง แต่เนื้อความข้อเท็จจริงก็มีอยู่มาก มากกว่าสื่อสาธารณะอื่นๆทั่วไป
ถ้านักการเมืองไม่ได้ทำอะไรผิดจริง เขาก็คงไม่กระวนกระวายอะไรกันขนาดนี้ หลักฐานมันฟ้อง ศาลเห็น ฟ้ามีตา ตอนนี้ คนชั่วกำลังเริ่มถูกลงทัณฑ์แล้ว

ดังนั้น ความเป็นกลางคืออะไร ขอย้ำอีกที ความเป็นกลาง คือความดีงาม ถ้าเราเป็นคนไทย เราก็มีหน้าที่ทำความดีให้ประเทศไทย เห็นใครโกงกินประเทศ ต้องร่วมกันต่อต้านและขับไล่ เพื่อเป็นบรรทัดฐานของสังคม ในอนาคต จะได้ไม่มีนักการเมืองโกงอีก นี่แหละ คือวิธีเดียว ที่จะทำให้ประเทศไทย กลับมาสงบสุข และก้าวต่อไปข้างหน้าได้อีกครั้ง  :coolsmiley:


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: void on October 21, 2008, 09:36:09 PM

ถ้าคิดเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละไม่เป็นกลาง เราเอาความคิดของเราเข้าไปแทรกแซงเหตุการณ์เมื่อใด เหตุการณ์ก็จะถูกแทรกแซงทันที
ความเป็นกลางก็อันตรธานไปเมื่อนั้น ถึงใครจะแย้งผมว่า ไม่จริงอย่างไร ผมก็นั่งยัน นอนยันได้เลย ว่า ไม่เป็นกลางจริงหรอกครับ
บางคนบอกว่า เมื่อพิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างมีเหตุมีผล แล้วจึงตัดสินใจว่านี่แหละถูกต้อง นี่แหละดี แบบนั้นผมไม่เถียง
แต่ถ้ามาบอกว่า แบบที่ว่านี้เป็นกลาง เถียงหัวชนฝาครับ ไม่กลางแน่นอน เหตุผลมันก็มีหลายอย่าง เหตุผลอิงธรรมชาติก็เหตุผล
เหตุผลอิงความคิดก็เหตุผล เหตุผลอิงจินตนาการก็เหตุผล เหตุผลแบบข้างๆ คูๆ ก็มี ก็เรียกว่าเหตุผลเหมือนกัน คนเราเมื่อมี
ความคิดเห็นมาก คิด คิด คิด คิดมาก วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ วิจัย มาก มันก็ดีครับ แต่ถ้าจะเรียนรู้ความเป็นกลาง ทำอย่างนั้นไม่ได้
หรอกครับ เราต้องหัดเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ เป็นเพียงผู้เฝ้ามอง เฝ้าชม อย่างเดียว แล้วอย่าไปคิดมาก เพราะถ้าคิดมาก
มันก็แทรกแซงเหตุการณ์ของจริงที่ปรากฏอยู่ เราต้องการของจริง ความจริง เราก็ต้องดูของจริง สังเกตของจริง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่นั่งคิด
นอนคิด ให้ตายยังไงๆ ก็ไม่ได้ของจริง หรอกครับ

สถานการณ์บ้านเมืองทุกวันนี้ เราน่าจะหัดที่จะมองมัน ดูมันให้มาก แล้วเลิกเอาแต่คิด มากคนก็มากความ ยากจะทำให้อยู่ในระบบเบียบ
อันหนึ่งอันเดียวกันได้ (จริงอยู่ที่ว่า อาจมีคนบอกว่า ความดีก็คือความดี ความถูกต้องก็คือความถูกต้อง จะให้ไปรวมกับความชั่ว
ความเลว ความสามานย์ ได้อย่างไรกัน แต่ทว่าในโลกความเป็นจริง เราจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์ละครับที่จะมาตัดสินของจำพวกนามธรรมเช่นนี้
บางคนบอกว่ากฎหมายสิ ถามหน่อยเถครับ กฎหมายก็คนบัญญัติขึ้น แล้วคนที่บัญญัติกฎหมายเป็นคนดีประเสริฐมากนักเหรอครับ
พวกนั้นเป็นคนดีกว่าเราจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ฉะนั้น การมีสังคมที่สามัคคีปรองดองกันถือว่าดีที่สุด)

สำหรับความคิดของผม เรื่องความเป็นกลาง ช่วยให้เกิดปัญญา คือ ความเข้าใจอะไรต่อมิอะไรที่เกิดขึ้นอย่างจริงๆ ไม่ใช่นั่งคิด นั่งเพ้อฝัน
นั่งหาเหตุผลว่า อันนี้ดี อันนี้ไม่ดี อันนี้ดีกว่าอันนั้น อันนั้นสู้อันนู้นไม่ได้ แบบนี้ไม่กลาง มันจะกลางได้อย่างไรครับ มันเต็มไปด้วย
ความคิดของผู้สังเกตการณ์ เต็มไปด้วยการตัดสินของผู้สังเกตการณ์ บนพื้นฐานของตัวผู้สังเกตการณ์ แล้วถ้าผู้สังเกตการณ์หลงผิดอยู่
มันก็จบ เพราะคนที่กำลังหลงอยู่ ไม่มีทางรู้ตัวได้หรอกครับ แต่ทีนี้ ถ้าหลงถูกละครับ ก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี ถึงเขาจะตัดสินใจถูก แต่มันก็ผิดอยู่ดี
เพราะมันไม่เป็นกลาง อย่าลืมว่า ตอนนี้เราสนใจเรื่องความเป็นกลาง ไม่ใช่ดีชั่ว ถูกผิด อะไรๆ ทั้งนั้น

และที่สำคัญที่สุด การตัดสินใจด้วยความเป็นกลางไม่มีในโลก เมื่อใดตัดสินเมื่อนั้นไม่เป็นกลางครับ

***หมายเหตุ : ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด อยู่บนนิยาม "ความเป็นกลาง" ของผมเอง  :)

ผมไม่ถือเป็นการล่วงเกินอะไรครับ ผมว่ามันดีที่เรามีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  :gr8

ผมคิดว่าผมเข้าใจความหมายของความเป็นกลางของคุณ pairat พอสมควรครับ เพราะผมได้มีโอกาสเรียนรู้วิปัสสนา หรือ"การตามรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับกายและใจ ตามความเป็นจริง" มาบ้างเล็กน้อย โดยการจะรู้สิ่งต่างๆตามความเป็นจริงได้จะต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า อุเบกขา ซึ่งบางคนอาจแปลว่าความเป็นกลาง เมื่อพิจารณาคำว่าเป็นกลางในความหมายเชิงลึกเช่นนั้น ผมก็เห็นว่าการคิดหรือการเลือกข้างนั้นมันไม่เป็นกลางครับ

อย่างไรก็ตาม เราคุยกันเรื่องการเมือง ความหมายของคำว่าเป็นกลางที่ผมใช้จึงอยู่คนละชั้น(เป็นความหมายทางโลก)กับที่คุณ pairat พูดถึงครับ

ผมเห็นด้วยว่า ถูก ผิด ดี ชั่ว มันเป็นสิ่งที่มนุษย์เป็นคนให้ค่า เราไม่มีทางรู้ว่าอะไรคือถูกต้องสัมบูรณ์ แต่สำหรับโลกของความเป็นจริง มนุษย์จะแค่รู้ แค่ดู เหตุการณ์ต่างๆไม่ได้ มนุษย์มีความจำเป็นที่จะต้องทำอะไรบางอย่างครับ สังคมที่สามัคคีปรองดองกันถือว่าดีจริงครับ แต่สิ่งที่ผมเห็นคือการโกงกินอย่างมหาศาล, ริดรอนสิทธิ์ในการเห็นต่าง, ปกปิดข่าวสาร และเปลี่ยนแปลงค่านิยมของประชาชน ในฐานะที่ผมเห็นเช่นนี้ ผมจึงตัดสินใจเข้าไปมีส่วนร่วมครับ ถ้าเรามีสังคมที่ภายนอกทุกคนปรองดองกันดี แต่ภายในมีหนองเน่ากัดกินอยู่ มันคงไม่ใช่สิ่งที่ดีแล้วละครับ



Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: FogRit on October 21, 2008, 11:36:20 PM

สถานการณ์บ้านเมืองทุกวันนี้ เราน่าจะหัดที่จะมองมัน ดูมันให้มาก แล้วเลิกเอาแต่คิด มากคนก็มากความ ยากจะทำให้อยู่ในระบบเบียบ
อันหนึ่งอันเดียวกันได้ (จริงอยู่ที่ว่า อาจมีคนบอกว่า ความดีก็คือความดี ความถูกต้องก็คือความถูกต้อง จะให้ไปรวมกับความชั่ว
ความเลว ความสามานย์ ได้อย่างไรกัน แต่ทว่าในโลกความเป็นจริง เราจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์ละครับที่จะมาตัดสินของจำพวกนามธรรมเช่นนี้
บางคนบอกว่ากฎหมายสิ ถามหน่อยเถครับ กฎหมายก็คนบัญญัติขึ้น แล้วคนที่บัญญัติกฎหมายเป็นคนดีประเสริฐมากนักเหรอครับ
พวกนั้นเป็นคนดีกว่าเราจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ฉะนั้น การมีสังคมที่สามัคคีปรองดองกันถือว่าดีที่สุด)

ดีกับชั่ว แยกกันง่ายๆ ครับ ว่าคุณทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์หรือไม่
ถ้าทำแล้วคนอื่นไม่ทุกข์ คือ ไม่ชั่วครับ


กฏหมายจับไม่ได้ไล่ไม่ทันมีเยอะแยะครับ ผมยกตัวอย่างให้ก็ได้ ตัวผมเองกับไปรษณีย์นี่แหละ ผิดเห็นๆ ตำรวจก็เดินผ่านกัน
เพราะไม่มีหมายกับเจ้าทุกข์ ทั้งๆที่ผิดเต็มประตู มันก็รู้แต่ปล่อย

ความเห็นที่ pairat ว่ามาเป็นสิ่งที่น่ากลัวนะครับ ถ้าคุณแยกแยะระหว่างความดีกับความชั่วไม่ออก ท่านพุทธทาสก็เคยกล่าวเอาไว้
ว่าถ้าคนเราแยกแยะระหว่างดีกับชั่วไม่ได้แล้ว คนๆ นั้นอันตราย

อย่าหลงประเด็นไปกับนักปรัชญา หรือนักสังคมศาสตร์อื่นๆ ก่อนหน้านี้ผมก็คุยกับ อ.ขวัญ มาเขาก็ออกแนว
ตัดสินใจไม่ได้เช่นคุณ แต่ผมขอไม่นำบทสนทนากับ อ.ขวัญมาลงนะครับ แค่นี้ก็พาดพิงเยอะแล้ว เราคุยกันถึงระบอบกษัตริย์กับศีลธรรม ไม่ใช่เฉพาะรัชสมัยที่ 1 แต่ถึง 9 ด้วย

และผมเลือกข้างที่ทำให้ผู้อื่นทุกข์น้อยที่สุด


ปัจจุบันคนเห็นแก่ตัวกันมากขึ้น จึงเลือกข้างอยู่เฉยๆ รอตีกินสองฝ่าย อยู่สบายๆ ก็เหมือนกับการเลือกงานทำ เช่นที่ อ.ปิฯ เคยกล่าวไว้ว่า "พวกเราชอบเล่นของสูง" "ถ้าไม่มีชาวนาแล้วเราจะกินอะไร" ถ้าไม่มีครูสอน ม.ปลาย แล้วเราจะออกไปรับรองจบ ม. 6 ได้อย่างไร ?

พันธมิตรจึงเรียกร้องความถูกต้องและเสียสละจากคนที่รู้ข่าวสาร ผมก็ไม่เห็นมันจะยากเย็นอะไรเลย กับแค่การส่งอีเมล์
เดินร่วมประท้วงบ้างเท่าที่มีโอกาส บริจาคเงิน หรือสมัครข่าว sms


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: pairat on October 21, 2008, 11:38:55 PM
ผมเห็นด้วยว่า ถูก ผิด ดี ชั่ว มันเป็นสิ่งที่มนุษย์เป็นคนให้ค่า เราไม่มีทางรู้ว่าอะไรคือถูกต้องสัมบูรณ์ แต่สำหรับโลกของความเป็นจริง มนุษย์จะแค่รู้ แค่ดู เหตุการณ์ต่างๆไม่ได้ มนุษย์มีความจำเป็นที่จะต้องทำอะไรบางอย่างครับ สังคมที่สามัคคีปรองดองกันถือว่าดีจริงครับ แต่สิ่งที่ผมเห็นคือการโกงกินอย่างมหาศาล, ริดรอนสิทธิ์ในการเห็นต่าง, ปกปิดข่าวสาร และเปลี่ยนแปลงค่านิยมของประชาชน ในฐานะที่ผมเห็นเช่นนี้ ผมจึงตัดสินใจเข้าไปมีส่วนร่วมครับ ถ้าเรามีสังคมที่ภายนอกทุกคนปรองดองกันดี แต่ภายในมีหนองเน่ากัดกินอยู่ มันคงไม่ใช่สิ่งที่ดีแล้วละครับ

ขอบคุณ คุณ void มากครับ ที่ให้คำแนะนำเพิ่มเติม  >:A >:A >:A

ผมจะไม่ขอกล่าวถึงเรื่อง อะไรเป็นทางโลก อะไรเป็นทางธรรม นะครับ

คือสิ่งที่ผมอธิบายไปทั้งหมด ผมไม่ได้เสนอให้ต้องเป็นผู้สังเกตการณ์ แล้วเอาไปใช้โดยยึดถือเป็นหลักการหรือสรณะในการดำเนินชีวิตนะครับ แต่แค่อยากบอกว่าถ้าอยากเห็นอะไรอย่างเป็นกลางต้องเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ เป็นผู้สังเกตการณ์นี่ดีอย่างไร ดีตรงที่เราสามารถเปิดหูเปิดตารับข้อมูลทุกอย่างได้เต็มที่จริงๆ ผมยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ สมมุติถ้าเรานั่งคิดพิจารณาทุกๆ อย่างที่เรารับรู้เข้ามา รับรู้ทั้งสองแนวความคิดที่แตกต่างกัน พอถึงจุดๆ หนึ่ง (รับข้อมูลมาประมวลผลมากพอสมควรแล้ว) ด้วยการพิจารณาไตร่ตรองอย่างดีแล้ว เราก็จะสรุปได้ว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดี สิ่งไหนสมควรเห็นด้วย สิ่งไหนไม่สมควรเห็นด้วย แน่นอนในที่สุดเราก็สามารถตกลงปลงใจที่จะเชื่อในสิ่งที่พิจารณาไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว แต่ทีนี้ การตกลงปลงใจนี้แหละที่สร้างปัญหา มันปิดกั้นการรับรู้ที่กว้างขวางของเราลง ทำไมมันปิดกั้นล่ะ ในเมื่อเราไม่ได้ปัญญานิ่มขนาดสูญเสียการแยกแยะอะไรต่อมิอะไรไม่ออกหลังจากตกลงปลงใจไปแล้วเพียงแค่เรื่องๆ หนึ่ง เราก็ยังแยกแยะผิดชอบชั่วดี ยังสามารถรู้ได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด ได้ ถึงเราเลือกฝักเลือกฝ่าย ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเห็นด้วยในทุกๆอย่างและทุกๆเรื่อง แต่นี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้ประเทศเราฝ่าวิกฤตไปได้ในขณะนี้ ดังที่หลายๆ ท่านเห็นด้วย และที่คุณ void บอกกล่าวไว้

ผมเห็นว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่มันวิกฤตมาก มันเป็นโรคร้ายที่จะฆ่าเราให้ตายได้ในเวลาไม่นาน เราจำเป็นต้องใช้ยาแรงๆที่แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีก่อน จากนั้นค่อยหาทางบำรุงรักษาสุขภาพให้ยั่งยืน ทางออกที่สวยงามและสมบูรณ์แบบอาจไม่ใช่ทางออกที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติครับ ผมคิดว่าเรื่องการเมืองมันไม่ใช่อะไรที่เราจะเรียกร้องความสมบูรณ์แบบ ผมจึงเสนอให้เลือกสนับสนุนทางเลือกที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และสามารถแก้โรคร้ายได้ทัน

ที่มันปิดกั้น ก็เพราะเราจะเกิดอคติขึ้น (ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความอคติที่สมควรที่จะอคติก็ตามทีเถอะ) เชื่อผมไหมครับ ความอคตินี่แหละมันจะค่อยๆ สั่งสมไปเรื่อยๆ แล้วมันจะปิดกั้นการรับรู้ที่กว้างขวางของเราลง (ไม่ถึงกับมืดมิด แต่ก็ไม่ชัดพอเท่าไหร่หรอกครับ) จริงอยู่มันไม่ได้เสียหายอะไร เราสู้เพื่อประเทศชาติ เราสู้เพื่อความถูกต้อง และความยุติธรรมบนพื้นฐานของคุณงามความดี แต่ต่อไปเรายังไม่รู้ว่าประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เกิดการแบ่งแยกกันอีกกี่ฝักกี่ฝ่าย กี่ก๊กกี่เหล่า กี่หมู่กี่กอง จะลุ่มๆ ดอนๆ แบบนี้อีกนานเท่าไหร่ จะแย่ไปกว่านี้อีกไหม เราบอกไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการที่เราทำตัวให้พร้อมที่จะรับรู้ข้อมูล อย่างไม่เลือกที่รักมักที่ชัง (ถึงแม้ว่าบางฝ่ายมันน่าชัง จนน่ากระทืบด้วยซ้ำก็ตามที) จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก

ถึงแม้ว่าตัวอย่างข้างต้นมันจะไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นัก แต่ความเป็นกลางในความหมายของผมก็ยังคงเป็นดังที่กล่าวไปแล้ว แต่เพื่อป้องกันความสับสน ซึ่งผมเกรงว่าหลายๆ ท่านจะเข้าใจผิดไป ก็คือ ผมไม่ได้เสนอให้พวกเราดำรงชีวิตเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ เป็นเพียงคนพิการ ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่มีความสำนึกบุญคุณต่อชาติบ้านเมือง อกตัญญูต่อผืนแผ่นดินเกิด ได้โปรดอย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมต้องการสื่อความให้ทราบว่า ในการเรียนรู้เราต้องหัดที่จะเรียนรู้แบบเป็นกลาง (กลางแบบที่ผมกล่าวเอาไว้) ส่วนในการตัดสินใจ การเลือกปฏิบัติให้เหมาะสมกับสถานการณ์และโอกาส การพิจารณาไตร่ตรองบนพื้นฐานของความถูกต้องและคุณธรรมจริยธรรม จะทิ้งไม่ได้โดยเด็ดขาด ซึ่งสิ่งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคลครับ  :)



Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: pairat on October 22, 2008, 12:38:58 AM
.....อาจมีคนบอกว่า ความดีก็คือความดี ความถูกต้องก็คือความถูกต้อง จะให้ไปรวมกับความชั่ว ความเลว ความสามานย์ ได้อย่างไรกัน แต่ทว่าในโลกความเป็นจริง เราจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์ละครับที่จะมาตัดสินของจำพวกนามธรรมเช่นนี้.....

ดีกับชั่ว แยกกันง่ายๆ ครับ ว่าคุณทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์หรือไม่
ถ้าทำแล้วคนอื่นไม่ทุกข์ คือ ไม่ชั่วครับ

....................
ความเห็นที่ pairat ว่ามาเป็นสิ่งที่น่ากลัวนะครับ ถ้าคุณแยกแยะระหว่างความดีกับความชั่วไม่ออก ท่านพุทธทาสก็เคยกล่าวเอาไว้
ว่าถ้าคนเราแยกแยะระหว่างดีกับชั่วไม่ได้แล้ว คนๆ นั้นอันตราย
....................
และผมเลือกข้างที่ทำให้ผู้อื่นทุกข์น้อยที่สุด

ผมอาจจะสื่อสารไปไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นะครับ ที่ผมต้องการสื่อ คือว่า " คนเรานะส่วนมากมีทิฏฐิกันสูง ก็มักชอบอ้างว่า ตนนั้นดี ตนนั้นถูกต้อง ตนเป็นคนดี พวกพ้องของตนเป็นคนดี ส่วนพวกที่มีความเห็นต่างจากตนและพวกพ้อง เป็นพวกไม่ดี ดังนี้ผมจึงกล่าวว่า อาจมีคนบอกว่า ความดีก็คือความดี ความถูกต้องก็คือความถูกต้อง จะให้ไปรวมกับความชั่ว ความเลว ความสามานย์ ได้อย่างไรกัน ถึงแม้ว่าคนที่กล่าวเช่นนั้นจะเป็นคนดีจริงๆ แต่เราจะสามารถแสดงให้ประจักษ์ชัดเจนหรือตัดสินเด็ดขาดลงไปเลยด้วยหลักการที่เป็นรูปธรรม ว่าเค้าคนนั้นเป็นคนดีจริงๆ ได้อย่างไรกัน ซึ่งผมก็นึกไม่ออก มันดูเหมือนจะสามารถใช้หลักการตัดสินที่ยอมรับได้เฉพาะตนเท่านั้น อย่างเช่น สิ่งที่เขาทำนั้นทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์หรือไม่ เดือดร้อนหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งหลักการแบบนี้ก็ไม่สามารถสร้างการยอมรับและความเชื่อถือจากทุกคนได้อย่างแท้จริง อีกทั้งหลักการแบบนี้จะตัดสินอย่างไรกันถ้าอยู่ในศาลสถิตยุติธรรม โดยยึดถือหลักการดังกล่าวเป็นตัวชี้วัดความดีความชั่วของคน ผมคิดว่าคงไม่พ้นกลายเป็นวิจารณญาณของท่านผู้พิพากษาล้วนๆ เลยกระมัง ซึ่งเป็นสิ่งที่มหาชนโดยมากจะไม่ยอมรับแน่นอน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เป็นเรื่องให้คุณให้โทษผู้คน โดยเฉพาะสังคมไทยที่บ้านเมืองแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้เลย ผมจึงกล่าวเอาไว้ว่า แต่ทว่าในโลกความเป็นจริง เราจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์ละครับที่จะมาตัดสินของจำพวกนามธรรมเช่นนี้ "

แต่ถ้าผมแยกแยะความดีกับความชั่วไม่ออกจริงๆ ก็คงเป็ยบุคคลอันตรายจริงๆ ละครับ



Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: ปิยพงษ์ - Head Admin on October 22, 2008, 07:26:35 AM
ผมคิดว่าถ้าการเลือกข้างทำให่เกิดความแตกแยก ผมขอไม่เลือกครับ

...

และที่สำคัญ  การเลือกข้างเป็นการแสดงให้เห็นถึงความแตกแยก

ขอถามเกี่ยวกับตรรกะที่ใช้กันหน่อย เอาแค่สนุก ๆ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเมืองอะไรนะ
ถ้าใช้วิธีคิดที่บอกมา จะหมายความว่า

"ถ้ามีคนหนึ่งกำลังทำร้ายแฟนเราอย่างเมามัน แล้วเราจะไม่เลือกข้างแฟนเรา เอาอ้ายหนุ่มกลัดมันออกไป เพราะกลัวว่าเลือกข้างแล้วจะทำให้เกิดการแตกแยกหรือเปล่า ..."
 :coolsmiley:


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: last on October 22, 2008, 11:49:49 AM
Quote
ตอนที่เรียนหนังสืออยู่ที่นี่ไม่เห็นบ่นเลยเวลาที่ตัวเองไม่เคารพกติกาของสถานศึกษา

ขอโทษคร้าบบบบ  >:A >:A :'(
ตอนนี้(เริ่ม)ปรับปรุงตัวแล้ว  :2funny:

Quote
"ถ้ามีคนหนึ่งกำลังทำร้ายแฟนเราอย่างเมามัน แล้วเราจะไม่เลือกข้างแฟนเรา เอาอ้ายหนุ่มกลัดมันออกไป เพราะกลัวว่าเลือกข้างแล้วจะทำให้เกิดการแตกแยกหรือเปล่า ..."

คิดเล่นๆนะครับ..เพราะไม่เคยเจอสถาณการณ์จริง
ผมต้องช่วยแฟนจากหนุ่มกลัดมันครับ (แม้จะเกิดการกระทบกระทั่งจนถึงขั้นมีการบาดเจ็บบ้าง... :knuppel2:)
แน่นอนว่าผมไม่อยากจะสมานมิตรในเรื่อง "ทำร้ายแฟนผม" กับหนุ่มกลัดมันในตอนนั้น

แต่ความรู้สึกผมคือ สถาณการณ์บ้านเมืองมันไม่สมมาตรกับสถานการณ์แฟนเรากระมังครับ  ???


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: psaipetc on October 22, 2008, 12:19:39 PM
แต่ความรู้สึกผมคือ สถาณการณ์บ้านเมืองมันไม่สมมาตรกับสถานการณ์แฟนเรากระมังครับ  ???

อันนี้ผมว่าคุณต้องหาข้อมูลความเสียหายต่อชาติ รวมถึงการกระทำผิดกฏหมายของรัฐบาลที่ถูกไล่ มาศึกษาดูนะครับ

คุณอาจจะเปลี่ยนความคิดว่า ถึงไม่สมมาตร ก็ใกล้เคียง

หรือคุณอาจจะพูดได้ว่าความเสียหายต่อชาติมากกว่าก็ได้ เพราะจำนวนคน x ความเสียหาย เป็นปริมาณมหาศาล
ถ้าคุณรวมผลกระทบต่อลูกหลานในอนาคต ก็จะได้ค่าความเสียหายมากขึ้นอีก

ถึงเราจะไม่สามารถทำนายอนาคตได้แม่นยำ 100% แต่ถ้าเราดูสถานการณ์ในอดีตของหลายๆประเทศเช่น ฟิลิปปินส์ อาร์เจนตินา ประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกา และดูผลในปัจจุบัน เราน่าจะเห็นได้ว่าถ้าเราไม่ต่อต้านการชำเราประเทศในขณะนี้ ประเทศเราก็คงไม่หนีสภาพประเทศเหล่านั้น ภายในเวลาไม่นานนัก

หนังสือแนะนำและข้อสังเกต:
http://kostuff.blogspot.com/2007/08/blog-post.html
http://kostuff.blogspot.com/2007/11/blog-post_08.html


Title: Re: ว่าด้วยความเป็นกลาง
Post by: void on October 22, 2008, 07:33:55 PM

ขอบคุณ คุณ void มากครับ ที่ให้คำแนะนำเพิ่มเติม  >:A >:A >:A

ผมจะไม่ขอกล่าวถึงเรื่อง อะไรเป็นทางโลก อะไรเป็นทางธรรม นะครับ

คือสิ่งที่ผมอธิบายไปทั้งหมด ผมไม่ได้เสนอให้ต้องเป็นผู้สังเกตการณ์ แล้วเอาไปใช้โดยยึดถือเป็นหลักการหรือสรณะในการดำเนินชีวิตนะครับ แต่แค่อยากบอกว่าถ้าอยากเห็นอะไรอย่างเป็นกลางต้องเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ เป็นผู้สังเกตการณ์นี่ดีอย่างไร ดีตรงที่เราสามารถเปิดหูเปิดตารับข้อมูลทุกอย่างได้เต็มที่จริงๆ ผมยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ สมมุติถ้าเรานั่งคิดพิจารณาทุกๆ อย่างที่เรารับรู้เข้ามา รับรู้ทั้งสองแนวความคิดที่แตกต่างกัน พอถึงจุดๆ หนึ่ง (รับข้อมูลมาประมวลผลมากพอสมควรแล้ว) ด้วยการพิจารณาไตร่ตรองอย่างดีแล้ว เราก็จะสรุปได้ว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดี สิ่งไหนสมควรเห็นด้วย สิ่งไหนไม่สมควรเห็นด้วย แน่นอนในที่สุดเราก็สามารถตกลงปลงใจที่จะเชื่อในสิ่งที่พิจารณาไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว แต่ทีนี้ การตกลงปลงใจนี้แหละที่สร้างปัญหา มันปิดกั้นการรับรู้ที่กว้างขวางของเราลง ทำไมมันปิดกั้นล่ะ ในเมื่อเราไม่ได้ปัญญานิ่มขนาดสูญเสียการแยกแยะอะไรต่อมิอะไรไม่ออกหลังจากตกลงปลงใจไปแล้วเพียงแค่เรื่องๆ หนึ่ง เราก็ยังแยกแยะผิดชอบชั่วดี ยังสามารถรู้ได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด ได้ ถึงเราเลือกฝักเลือกฝ่าย ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเห็นด้วยในทุกๆอย่างและทุกๆเรื่อง แต่นี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้ประเทศเราฝ่าวิกฤตไปได้ในขณะนี้ ดังที่หลายๆ ท่านเห็นด้วย และที่คุณ void บอกกล่าวไว้

ที่มันปิดกั้น ก็เพราะเราจะเกิดอคติขึ้น (ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความอคติที่สมควรที่จะอคติก็ตามทีเถอะ) เชื่อผมไหมครับ ความอคตินี่แหละมันจะค่อยๆ สั่งสมไปเรื่อยๆ แล้วมันจะปิดกั้นการรับรู้ที่กว้างขวางของเราลง (ไม่ถึงกับมืดมิด แต่ก็ไม่ชัดพอเท่าไหร่หรอกครับ) จริงอยู่มันไม่ได้เสียหายอะไร เราสู้เพื่อประเทศชาติ เราสู้เพื่อความถูกต้อง และความยุติธรรมบนพื้นฐานของคุณงามความดี แต่ต่อไปเรายังไม่รู้ว่าประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เกิดการแบ่งแยกกันอีกกี่ฝักกี่ฝ่าย กี่ก๊กกี่เหล่า กี่หมู่กี่กอง จะลุ่มๆ ดอนๆ แบบนี้อีกนานเท่าไหร่ จะแย่ไปกว่านี้อีกไหม เราบอกไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการที่เราทำตัวให้พร้อมที่จะรับรู้ข้อมูล อย่างไม่เลือกที่รักมักที่ชัง (ถึงแม้ว่าบางฝ่ายมันน่าชัง จนน่ากระทืบด้วยซ้ำก็ตามที) จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก

ถึงแม้ว่าตัวอย่างข้างต้นมันจะไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นัก แต่ความเป็นกลางในความหมายของผมก็ยังคงเป็นดังที่กล่าวไปแล้ว แต่เพื่อป้องกันความสับสน ซึ่งผมเกรงว่าหลายๆ ท่านจะเข้าใจผิดไป ก็คือ ผมไม่ได้เสนอให้พวกเราดำรงชีวิตเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ เป็นเพียงคนพิการ ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่มีความสำนึกบุญคุณต่อชาติบ้านเมือง อกตัญญูต่อผืนแผ่นดินเกิด ได้โปรดอย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมต้องการสื่อความให้ทราบว่า ในการเรียนรู้เราต้องหัดที่จะเรียนรู้แบบเป็นกลาง (กลางแบบที่ผมกล่าวเอาไว้) ส่วนในการตัดสินใจ การเลือกปฏิบัติให้เหมาะสมกับสถานการณ์และโอกาส การพิจารณาไตร่ตรองบนพื้นฐานของความถูกต้องและคุณธรรมจริยธรรม จะทิ้งไม่ได้โดยเด็ดขาด ซึ่งสิ่งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคลครับ  :)


ขอบคุณคุณ pairat ที่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมครับ  :smitten:

ตอนนี้ผมเข้าใจสิ่งที่คุณ pairat พยายามสื่อมากขึ้นแล้ว และเห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อสรุปที่ว่า เราควรจะเรียนรู้แบบเป็นกลาง(อย่างที่คุณ pairat กล่าวมา) และเลือกตัดสินใจและปฏิบัติให้เหมาะกับสถานการณ์  :gr8